Our Newsletter


มาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้ง [ 2 ]

Posted on 28th Oct 2008 @ 8:37 PM

 
ค่ามาตรฐานน้ำทิ้งจากที่ดินจัดสรร
ดัชนีคุณภาพน้ำ หน่วย เกณฑ์มาตรฐานสูงสุด
ตามมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้ง
วิธีการตรวจสอบ
ที่ดินจัดสรร
เกิน 100 แปลง
แต่ไม่เกิน
500 แปลง
ที่ดินจัดสรร
เกินกว่า
500 แปลง
ขึ้นไป

1.ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH)

-

5.5-9.0

5.5-9.0

-ใช้เครื่องวัดความเป็นกรด-ด่างของน้ำ(pH Meter)

2.บีโอดี (BOD)

มก./ล.

ไม่เกิน 30

ไม่เกิน 20

-Azide Modification ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 วัน ติดต่อกัน หรือวิธีการอื่นที่คณะกรรมการควบคุมมลพิษ ให้ความเห็นชอบ

3.ปริมาณของแข็ง (Solids)

 

 

 

 

  • ปริมาณสารแขวนลอย
    (Suspended Solids)
  • มก./ล.
     

    ไม่เกิน 40

    ไม่เกิน 30
     

    -กรองผ่าน Glass Fiber Filter Disc

  • ปริมาณตะกอนหนัก
    (Settleable Solids)
  • มก./ล.
     

    ไม่เกิน 0.5
     

    ไม่เกิน 0.5
     

    -วิธีการจมตัวของตะกอนสู่ก้นกรวยอิมฮอฟ (Imhoff Cone)
    ปริมาตร 1,000 ลบ.ซม. ในเวลา 1 ชั่วโมง

  • สารที่ละลายได้ทั้งหมด*
    (Total Dissolved Solids)
  • มก./ล.
     

    ไม่เกิน 500

    ไม่เกิน 500

    -ระเหยแห้งที่อุณหภูมิ 103-105 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง

    4.ซัลไฟด์ (Sulfide)

    มก./ล.
     

    ไม่เกิน 1.0

    ไม่เกิน 1.0

    -การไตเตรต (Titration)

    5.ไนโตรเจนในรูป ที เค เอ็น (TKN)

    มก./ล.
     

    ไม่เกิน 35

    ไม่เกิน 35

    -วิธีการเจลดาห์ล (Kjeldahl)

    6.น้ำมันและไขมัน (Fat , Oil and Grease)

    มก./ล.
     

    ไม่เกิน 20

    ไม่เกิน 20

    -การสกัดด้วยตัวทำละลาย

     
     
    มาตรฐานการระบายน้ำลงทางน้ำชลประทาน และทางน้ำที่ต่อเชื่อมกับทางน้ำชลประทานในเขตพื้นที่โครงการชลประทาน
    ดัชนีคุณภาพน้ำ หน่วย ค่ามาตรฐาน
    (เกณฑ์กำหนดสูงสุด)

    1. ความเป็นกรด-ด่าง (pH)

    -

    6.5-8.5

    2. ความนำไฟฟ้า

    ไมโครโมล์/ซม.

    2,000

    3. ของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด (TDS)

    มก./ล.

    1,300

    4. บีโอดี (BOD5) มิลลิกรัม/ลิตร

    มก./ล.

    20

    5. สารแขวนลอย (SS)

    มก./ล.

    30

    6. เปอร์มังกาเนต (PV)

    มก./ล.

    6.0

    7. ซัลไฟด์คิดเทียบเป็นไฮโดรเจนซัลไฟด์
    (Sulfide as H2S)

    มก./ล.

    1.0

    8. ไซยาไนด์คิดเทียบเป็นไฮโดรเจน
    ไซยาไนด์ (cyanide as HCN)

    มก./ล.

    0.2

    9. น้ำมันและไขมัน (Fat ,Oil and Grease)

    มก./ล.

    5.0

    10. ฟอร์มัลดีไฮด์ (formaldehyde)

    มก./ล.

    1.0

    11. ฟีนอลและ/หรือครีโซลส
    (Phenol& Cresols)

    มก./ล.

    1.0

    12. คลอรีนอิสระ (Free chlorine)

    มก./ล.

    1.0

    13. ยาฆ่าแมลง
     

    มก./ล.

    ไม่มีเลย

    14. สารกัมมันตรังส

    มก./ล.

    ไม่มีเลย

    15. สี และกลิ่น (Colour and Odour)

    -

    ไม่เป็นที่น่ารังเกียจ

    16. น้ำมันทาร์ (Tar)

    -

    ไม่มีเลย

    17. โลหะหนัก
    - สังกะสี(Zn)
    - โครเมียม(Cr)
    - อาร์เซนิค(As)
    - ทองแดง(Cu)
    - ปรอท(Hg)
    - แคดเมียม(Cd)
    - แบเรียม(Ba)
    - ซิลิเนียม(Se)
    - ตะกั่ว(Pb)
    - นิคเกิล(Ni)
    - แมงกานีส(Mn)

    มก./ล.


    5.0
    0.3
    0.25
    1.0
    0.005
    0.03
    1.0
    0.02
    0.1
    0.2
    0.5

     
     
    มาตรฐานเพื่อควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากฟาร์มสุกร
    ดัชนีคุณภาพน้ำ หน่วย เกณฑ์มาตรฐานสูงสุด
    มาตรฐาน ก มาตรฐาน ข วิธีการตรวจสอบ

    1. ความเป็นกรดและด่าง (pH)

    -

    5.5-9

    5.5-9

    pH meter แบบ Electronmetric Titration ที่มีความละเอียดไม่ต่ำกว่า 0.1 หน่วย

    2. บีโอดี (BOD)

    มก./ล.

    60

    100

    Azide Modification หรือ Membrane Electrode

    3. ซีโอดี (COD)

    มก./ล.

    300

    400

    Potassium Dichromate Digestion แบบ Open Reflux หรือ Closed Reflux

    4. สารแขวนลอย (SS)

    มก./ล.
     

    150

    200

    Glass Fiber Filter Disc และอบให้แห้งที่อุณหภูมิ 103 - 105 C

    5. ไนโตรเจนรวม (TKN)

    มก./ล.
     

    120

    200

    Kjeldahl และตรวจวัดแอมโมเนียด้วยวิธีการ Colorimetric หรือ Ammonia Selective Electrode

     

    หมายเหตุ

    :

    1. มาตรฐาน ก ใช้ควบคุมการระบายน้ำทิ้งสำหรับฟาร์มประเภท ก และมาตรฐาน ข ใช้ควบคุมการระบายน้ำทิ้งสำหรับฟาร์ม ประเภท ข และ ค
    2. การแบ่งประเภทของฟาร์มสุกรจะใช้น้ำหนักหน่วยปศุสัตว์ (นปส.) หรือ Livestock Unit เป็นเกณฑ์ เนื่องจากฟาร์มแต่ละแห่งจะประกอบด้วยสุกรที่มีความแตกต่างกันทั้งประเภท ขนาด และช่วงอายุ ซึ่งจะทำให้เกิดของเสียและน้ำเสียในปริมาณที่แตกต่าง โดยมีข้อกำหนดดังนี้

      2.1 ประเภทของฟาร์มสุกร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
      (1) ประเภท ก มีน้ำหนักหน่วยปศุสสัตว์ มากกว่า 600 นปส. (เทียบเท่าจำนวนสูตร มากกว่า 5,000 ตัว)
      (2) ประเภท ข มีน้ำหนักหน่วยปศุสัตว์ ตั้งแต่ 60-600 นปส.(เทียบเท่าจำนวนสุกร ตั้งแต่ 500-5,000 ตัว)
      (3) ประเภท ค มีน้ำหนักปศุสัตว์ ตั้งแต่ 6-น้อยกว่า 60 นปส. (เทียบเท่าจำนวนสุกร ตั้งแต่ 50-น้อยกว่า 500 ตัว)

      2.2 หลักเกณฑ์การใช้น้ำหนักหน่วยปศุสัตว์
      เมื่อ น้ำหนักหน่วยปศุสัตว์ 1 หน่วย เท่ากับน้ำหนักสุกรรวม 500 กิโลกรัม
       
      โดย น้ำหนักเฉลี่ยสุกรพ่อ-แม่พันธ์ เท่ากับ 170 กิโลกรัม
        น้ำหนักเฉลี่ยสุกรขุน เท่ากับ 60 กิโลกรัม
        น้ำหนักเฉลี่ยลูกสุกร เท่ากับ 12 กิโลกรัม
    3. การบังคับใช้มาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากฟาร์มสุกรจะเริ่มใช้บังคับกับฟาร์มสุกรประเภท ก (ขนาดใหญ่) และ ประเภท ข (ขนาดกลาง) ก่อน โดยกำหนดให้เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษตา มาตรา 69 ของพระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ หรือออกสู่สิ่งแวดล้อมนอกเขตที่ตั้งแหล่งกำเนิดมลพิษ ทั้งนี้ให้บังคับใช้เมื่อพ้นกำหนดหนี่งปีนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

      สำหรับฟาร์มสุกรประเภท ค (ขนาดเล็ก) จะยังไม่บังคับใช้มาตรฐานเพื่อควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากฟาร์มดังกล่าว แต่จะใช้เสมือนเป็นมาตรฐานทางวิชาการที่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้ฟาร์มสุกร ขนาดเล็กมีการจัดการฟาร์มที่ถูกต้องก่อนที่จะมีการใช้บังคับในระยะต่อไป เนื่องจากฟาร์มประเภท ค มีเป็นจำนวนมากและมีศักยภาพในการลงทุนต่ำ จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการประชาสัมพันธ์ สนับสนุนการปรับปรุงวิธีการจัดการฟาร์ม ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียที่มีอยู่ หรือช่วยเหลือในการจัดสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย
    4. ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทการเลี้ยงสุกร และ ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดให้การเลี้ยงสุกรเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือออกสู่สิ่งแวดล้อม ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไปเล่ม 118 ตอนพิเศษ 8ง หน้าที่ 11-17 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 ยกเลิก ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรฯ (ก/) และ (ข/) ตามลำดับ
     
    มาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง
    ดัชนีคุณภาพน้ำ หน่วย ค่ามาตรฐาน วิธีการตรวจสอบ

    1.ความเป็นกรดและด่าง (pH)

    -

    5.5-9.0

    ใช้เครื่องวัดความเป็นกรดและด่างของน้ำ (pH Meter)

    2.ซีโอดี (Chemical Oxygen Demand: COD)

    มก./ล.

    ไม่เกิน 200

    ใช้วิธีย่อยสลาย โดยโปตัสเซียมไดโครเมต (Potassium Dichromate Digestion)

    3.สารแขวนลอย (Suspended Soilds;SS)

     

    ไม่เกิน 60

    ใช้วิธีการกรอง ผ่านกระดาษกรองใยแก้ว (Glass Fiber Filter Disc)

    4.น้ำมันและไขมัน (Fat Oil and Grease)

    มก./ล.
     

    ไม่เกิน 15

    ใช้วิธีสกัดด้วยตัวทำละลาย แล้วแยกหาน้ำหนักของน้ำมันและไขมัน


     

    หมายเหตุ

    : วิธีการตรวจสอบมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เป็นไปตามคู่มือวิเคราะห์น้ำเสียที่สมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย กำหนดไว้หรือตามวิธีการมาตรฐานสำหรับการวิเคราะห์น้ำและน้ำเสีย (Standard Methods for the Examination of Water and Wastewater ) ที่ APHA AWwA และ WEF ร่วมกันกำหนดไว้
     
     
    มาตรการการควบคุมการปล่อยน้ำทิ้งจากกิจกรรมต่าง ๆ ลงสู่ลำน้ำ

    เพื่อเป็นการแก้ไขบรรเทาความเสื่อมโทรมและภาวะมลพิษในลำน้ำ ได้แก่ แม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ และทะเลภายในน่านน้ำไทย กรมเจ้าท่า ได้ประกาศในกิจกรรมสิ่งปลูกสร้างทุกประเภทที่ปล่อยน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำดังกล่าว ต้องขออนุญาตการปล่อยน้ำทิ้งจากกรมเจ้าท่า ดังนี้

    1. กิจกรรมและสิ่งปลูกสร้าง ได้แก่ ภัตตาคาร ร้านอาหาร โรงแรม โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาลที่มีการปล่อย
      น้ำทิ้งลงสู่ลำน้ำ ให้เจ้าของกิจการข้างต้นยื่นคำร้องขออนุญาตปล่อยน้ำทิ้งพร้อมกับเสนอแบบผังท่อปล่อยน้ำทิ้งต่อกรมเจ้าท่า และต้องมีการต่ออายุใบอนุญาตทุกปี
       
    2. การขออนุญาตดังกล่าวจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้งตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งจากอาคาร และมาตรฐานน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ในกรณีที่คุณภาพน้ำทิ้งเกินมาตรฐานดังกล่าวจะต้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุงจนได้ตามมาตรฐาน ฯ จึงจะได้รับอนุญาตให้ปล่อยน้ำทิ้งลงสู่ลำน้ำได้ และการฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย
       
    3. เจ้าของกิจการจะต้องให้ความร่วมมือในการอำนวยความสะดวกให้กับนักวิชาการสิ่งแวดล้อม กองวิชาการ กรมเจ้าท่าเข้าตรวจสภาพการปล่อยน้ำทิ้งในสถานประกอบกิจการได้ในเวลาเปิดทำการ
     
     
    มาตรการการป้องกันน้ำมัน หรือเคมีภัณฑ์ หรือสิ่งเป็นพิษอันตรายขยะขนถ่ายทางน้ำ

    เพื่อเป็นการป้องกันการรั่วไหลของน้ำมัน เคมีภัณฑ์ หรือสิ่งเป็นพิษอันตรายที่เกิดขึ้นในแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำ หรือทะเลสาบ อันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือทะเลภายในน่านน้ำไทย ซึ่งอาจจะทำให้คุณภาพของน้ำเสื่อมโทรมลง และ ส่งผลกระทบต่อสิ่งชีวิตและสภาพแวดล้อมต่างๆ กรมเจ้าท่าจึงขอยกเลิกประกาศกรมเจ้าท่าที่ 158/2536 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 และให้ใช้ประกาศฉบับนี้แทน โดยมีแนวทางในการปฏิบัติดังต่อไปนี้ คือ

    1. ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองท่ากรณีที่มีการขนถ่ายระหว่างท่าเทียบสู่เรือ หรือเรือสู่ท่าเทียบเรือ และนายเรือหรือเจ้าของเรือลำที่ทำการถ่ายกรณีที่มีการขนถ่ายระหว่างเรือสู่เรือ จัดเตรียมแผนการปฏิบัติการเพื่อป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำของกิจกรรมดังกล่าว โดยต้องกำหนดมาตรการในการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กำหนดผู้รับผิดชอบจัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ ตลอดจนจัดให้มีการฝึกอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานสม่ำเสมอ ซึ่งแผนดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมเจ้าท่าก่อน
    2. ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองท่าขนถ่าายน้ำมัน จัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ในการแก้ไขปัญหาการรั่วไหลของน้ำมัน อันประกอบด้วย
       
      • ทุ่งกักคราบน้ำมัน (BOOM) ควรมีความยาวไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของความยาวเรือสูงสุดที่เข้าเทียบท่า ประจำอยู่ที่ท่าและให้ใช้งานทุกครั้งที่มีการขนถ่าย อีกส่วนหนึ่งความยาวไม่น้อยกว่า 2 เท่าของความยาวเรือ เตรียมพร้อมไว้ใกล้ท่าเทียบเรือสำหนับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
      • อุปกรณ์เก็บคราบน้ำมัน (Skimmer) ควรเป็น Weir Skimmer หรือ Oleophilic Skimmer หรือ Vacuum Skimmer ตามลำดับ โดยการเลือกใช้ให้พิจารณาจากความหนืดของน้ำมันแต่ละชนิด ความสามารถของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และประสิทธิภาพของอุปกรณ์
      • 2.3 ที่เก็บคราบน้ำมันชั่วคราวหรือที่เก็บคราบน้ำมันประจำท่า ต้องสามารถนำมาใช้งานได้ทันที ควรมีความจุไม่น้อยกว่า 40 ลูกบาศก์เมตร และสามารถจัดหาเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น
      • สารเคมีขจัดคราบน้ำมัน (Dispersant) ต้องเป็นชนิดและประเภทที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการ และต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมเจ้าท่าเพื่อใช้สารเคมีดังกล่าวไว้เป็นการล่วงหน้า จำนวนที่ต้องเตรียมไว้ควรมีไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของขนาดน้ำมันที่อาจเกิดการรั่วไหล
    3. ในกรณีการขนถ่ายสสารเคมีหรือสิ่งเป็นพิษอันตราย ระหว่างท่าเทียบเรือสู่เรือ หรือเรือสู่ท่าเทียบเรือ ให้นายท่าและนายเรือร่วมกันตรวจสอบความพร้อมก่อนการขนถ่าย (Ship Shore Checklists) โดยให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองท่าเก็บรวบรวมรายงานการตรวจสอบดังกล่าวส่งให้กรมเจ้าท่าทราบทุกเดือน
    4. สำหรับกรณีการขนถ่ายระหว่างเรือสู่เรือ ให้นายเรือทั้งสองลำทำการตรวจสอบรายการสำหรับเตรียมความพร้อมก่อนการขนถ่ายผลิตภัณฑ์ (Checklists) จึงสามารถลงมือดำเนินการขนถ่ายได้ และให้เจ้าของเรือเก็บรวบรวมรายงานการตรวจสอบดังกล่าวส่งให้กรมเจ้าท่าทราบทุกเดือน
    5. ข้อกำหนดดังกล่าวข้างต้น กรมเจ้าท่าจะใช้เป็นข้อพิจารณาในการขอต่ออายุใบอนุญาตท่าเทียบเรือประจำปี และใช้ประกอบการพิจารณาในการดำเนินคดีหากเกิดเหตุรั่วไหลขึ้น


     

    แหล่งที่มา : ประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 495/2541 เรื่อง การป้องกันน้ำมัน หรือเคมีภัณฑ์ หรือสิ่งเป็นพิษอันตราย ขณะขนถ่ายทางน้ำ
     
     
    หลักเกณฑ์และวิธีการที่ผู้รับใบอนุญาต ประกอบกิจการโรงงานมีหน้าที่ต้องกระทำ

    หน้าที่ของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน

    1. ให้โรงงานดังกล่าวต่อไปนี้มีผู้ควบคุมดูแลและผู้ปฏิบัติงานประจำเครื่องรับผิดชอบระบบป้องกันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ซึ่งมีคุณวุฒิตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2.
      1. โรงงานที่มีปริมาณน้ำทิ้งตั้งแต่ 125 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง (ยกเว้นน้ำหล่อเย็น) หรือมีปริมาณความสกปรกก่อนเข้าระบบขจัด ตั้งแต่ 200 กิโลกรัมต่อวันขึ้นไป
      2. โรงงานที่ใช้โลหะหนักในกระบวนการผลิตซึ่งมีปริมาณน้ำทิ้งตั้งแต่ 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวันขึ้นไปและมีปริมาณของโลหะหนักในน้ำทิ้งออกจากโรงงานมีค่าดังนี้
        • สังกะสี ตั้งแต่ 250,000 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป
        • โครเมียม ตั้งแต่ 25,000 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป
        • อาร์เซนิค ตั้งแต่ 12,500 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป
        • ทองแดง ตั้งแต่ 50,000 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป
        • ปรอท ตั้งแต่ 250 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป
        • แคดเมียม ตั้งแต่ 1,500 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป
        • แบเรียม ตั้งแต่ 50,000 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป
        • เซเลเนียม ตั้งแต่ 1,000 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป
        • ตะกั่ว ตั้งแต่ 10,000 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป
        • นิคเกิล ตั้งแต่ 10,000 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป
        • แมงกานีส ตั้งแต่ 250,000 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป
      3. โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับเหล็กและเหล็กกล้าดังต่อไปนี้
        • โรงงานที่มีเตาอบหรือใช้น้ำกรดหรือใช้สารที่อาจจะเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตและมีกำลังผลิตตั้งแต่ 100 ตันต่อวันขึ้นไป
        • โรงงานที่มีขนาดเตาหลอมเหล็กมีปริมาตรรวมทั้งสิ้น (Total Capacity) ตั้งแต่ 5 ตันต่อครั้ง (Batch) ขึ้นไป
      4. โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับปิโตรเคมีคอล ที่นำวัตถุดิบ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากโรงงานกลั่นน้ำมันมาใช้ในขบวนการผลิตด้วยปริมาณวัตถุดิบตั้งแต่ 100 ตันต่อวันขึ้นไป
      5. โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติทุกชนิดที่แยก หรือแปรสภาพก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas)
      6. โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับคลอ-แอลคาไล ที่ใช้เกลือแกง (NaCI) เป็นวัตถุดิบในการผลิตโซดาแอ๊ช (Na2CO3) โซดาไฟ (NaOH) กรดเกลือ (HCl) คลอรีน (Cl2) และผงฟอกขาว (NaOCl)ที่มีกำลังผลิตแต่ะละตัวหรือรวมกันตั้งแต่ 100 ตันต่อวันขึ้นไป
      7. โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการผลิตการผลิตปูนซีเมนต์ทุกขนาด
      8. โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการถลุงแร่หรือหลอมโหละที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 50 ตันต่อวัน ขึ้นไป
      9. โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการผลิตเยื่อกระดาษตั้งแต่ 50 ตันต่อวันขึ้นไป
      10. โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการกลั่นน้ำมันดิบ (Crude Oil Refinery) ทุกขนาด
    2. ผู้ควบคุมดูแล ผู้ปฏิบัติงานประจำเครื่อง ซึ่งรับผิดชอบระบบป้องกันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษต้องมีคุณวุฒิดังต่อไปนี้
      1. ผู้ควบคุมดูแลต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต หรือวิทยาศาสตร์บัณฑิตสาขาเคมี หรือสาขาเคมีเทคนิค หรือสาขาอื่นที่มีประสบการณ์ทางด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม สำหรับกรณีที่เป็นบริษัทวิศวกรที่ปรึกษา (Engineering Consultant Firm) ต้องประกอบด้วยคุณวุฒิดังกล่าวข้างต้น
      2. ผู้ปฏิบัติงานประจำเครื่อง (Operator) ต้องมีคุณวุฒิจบมัธยมศึกษาขั้นต้นและได้รับการรับรองจากบุคคลในข้อ 2.1
      3. บุคคลในข้อ 2.1 และ 2.2 ต้องขึ้นทะเบียนต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมตามระเบียบและวิธีการที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนด
    3. ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
     
     
    มาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง
    ดัชนีคุณภาพน้ำ หน่วย ค่ามาตรฐาน วิธีการตรวจสอบ

    1.ความเป็นกรดและด่าง (pH)

    -

    6.5-9.0

    ใช้เครื่องวัดความเป็นกรดและด่างของน้ำ (pH Meter) ตามวิธีหาค่าแบบวิธีอีเล็กโตรเมตริก (Electrometric)

    2.บีโอดี (Biochemical Oxygen Demand, BOD)

    มก./ล.

    ไม่เกิน 20

    ใช้วิธีอะไซด์ โมดิฟิเคชั่น (Azide Modification) ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 วัน โดยใช้ Synthetic Seawater

    3.สารแขวนลอย (Suspended Soilds, SS)

    มก./ล.

    ไม่เกิน 70

    ใช้วิธีการกรอง ผ่านกระดาษกรองใยแก้ว (Glass Fiber Filter Disc) ขนาดตากรอง 1.2 ไมโครเมตร

    4.แอมโมเนีย (NH3-N)

    มก-N./ล.
     

    ไม่เกิน 1.1

    ใช้วิธีโมดิไฟด์ ไอโดฟืนอล บลู (Modified Idophenol Blue)

    5.ฟอสฟอรัสรวม (Total Phosphorus)

    มก-P./ล.

    ไม่เกิน 0.4

    ใช้วิธีแอสคอร์บิค แอซิด (Ascorbic Acid)

    6.ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S)

    มก./ล.
     

    ไม่เกิน 0.01

    ใช้วิธีเมธิลีน บลู (Methylene Blue)

    7.ไนโตรเจนรวม (Total Nitrogen) คือ ผลรวมของไนโตรเจนละลาย (Total Dissolved Nitrogen) และไนโตรเจนแขวนลอย (Total Particlate Nitrogen)
     

    มก-N./ล.

    ไม่เกิน 4.0

    ให้นำค่าการตรวจวัดไนโตรเจนละลายและไนโตรเจนแขวนลอยบอกรวมกัน โดยการหาค่า
    (ก) ไนโตรเจนละลายให้ใช้วิธีเปอร์ซัลเฟต ไดเจนชั่น (Persulfate Digestion)
    (ข) ไนโตรเจนแขวนลอยให้ใช้วิธีวัดค่าสารแขวนลอยบนแผ่นกรองใยแก้ว ขนาดตากรอง 0.7 ไมโครเมตร และวิเคราะห์ด้วย Nitrogen Analyzer