ระบบกรอง



ทำไมต้องใช้ระบบกรองน้ำ? วิธีเลือกระบบกรองให้เหมาะกับโรงงาน

ระบบกรองน้ำ เป็นหนึ่งในระบบพื้นฐานของโรงงาน อาคาร และกระบวนการผลิต เพราะน้ำที่มาจากน้ำประปา น้ำบาดาล หรือน้ำผิวดินอาจมีองค์ประกอบทางกายภาพ เคมี และชีวภาพแตกต่างกัน เช่น ตะกอน เกลือละลาย โลหะ สารอินทรีย์ แบคทีเรีย หรือไวรัส US EPA แบ่งสารปนเปื้อนในน้ำออกเป็นกลุ่มทางกายภาพ เคมี ชีวภาพ และกัมมันตรังสี ซึ่งแต่ละกลุ่มต้องใช้วิธีบำบัดต่างกัน

ดังนั้นคำว่า “กรองน้ำ” ไม่ได้หมายถึงการนำเครื่องกรองเพียงชนิดเดียวมาต่อกับท่อแล้วสามารถกำจัดทุกอย่างได้ แต่ต้องเลือก Treatment Train ให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการลดและคุณภาพน้ำปลายทาง

ระบบกรองน้ำคืออะไร
ระบบกรองน้ำคือชุดอุปกรณ์ที่ใช้แยกหรือลดสารปนเปื้อนออกจากน้ำผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น

- การดักอนุภาคตามขนาด
- การตกตะกอนหรือกรองผ่าน Media
- การดูดซับ
- การแลกเปลี่ยนไอออน
- การกรองผ่านเมมเบรน
- การฆ่าเชื้อ

ตัวอย่างเช่น Sand Filter เหมาะกับการลดตะกอนและความขุ่น ขณะที่ Activated Carbon เน้นการดูดซับสารอินทรีย์ กลิ่น รส และสารเป้าหมายบางชนิด ส่วน RO ใช้เมมเบรนเพื่อแยกสารละลายออกจากน้ำได้ในระดับที่สูงกว่า

ทำไมต้องใช้ระบบกรองน้ำ
1. ปรับคุณภาพน้ำให้เหมาะกับการใช้งาน
น้ำที่เหมาะกับงานหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกงานหนึ่ง เช่น

- น้ำล้างทั่วไป
- น้ำในกระบวนการผลิต
- น้ำเติม Cooling Tower
- น้ำป้อน Boiler
- น้ำสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม
- น้ำสำหรับ RO
- น้ำสำหรับอุปโภคบริโภค
แต่ละงานกำหนดความขุ่น ความกระด้าง TDS คลอรีน สารอินทรีย์ และจุลินทรีย์ต่างกัน

ดังนั้นจุดเริ่มต้นไม่ใช่คำถามว่า “ควรซื้อเครื่องกรองแบบไหน?” แต่ควรถามว่า “น้ำมีอะไร และต้องการให้น้ำหลังกรองเป็นอย่างไร?”

2. ป้องกันความเสียหายต่ออุปกรณ์และระบบท่อ
ทราย ตะกอน สนิม และของแข็งแขวนลอยสามารถสร้างภาระให้วาล์ว ปั๊ม หัวฉีด เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน และตัวกรองขั้นต่อไป การลดตะกอนก่อนเข้าสู่อุปกรณ์จึงเป็นส่วนสำคัญของ Pretreatment

ความขุ่นยังใช้เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของระบบกรองในงานน้ำดื่ม และความขุ่นสูงสามารถสัมพันธ์กับอนุภาคและจุลินทรีย์ในน้ำได้

3. ลดตะกรันและรักษาประสิทธิภาพระบบความร้อน
น้ำที่มีความกระด้างสามารถก่อให้เกิดตะกรันใน Boiler และอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนภายใต้สภาวะที่เหมาะต่อการตกผลึก ตะกรันบนพื้นผิวถ่ายเทความร้อนทำให้ระบบทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพและต้องเพิ่มการทำความสะอาดหรือบำรุงรักษา

กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ แนะนำให้ระบบ Boiler มีโปรแกรม Water Treatment เพื่อควบคุม Scale และ Corrosion รวมถึงตรวจสภาพพื้นผิวแลกเปลี่ยนความร้อนเพื่อรักษาประสิทธิภาพด้านพลังงาน

อย่างไรก็ตาม Sand Filter ไม่ได้แก้ความกระด้าง หากปัญหาคือ Calcium และ Magnesium อาจต้องใช้ Water Softener, Ion Exchange, Nanofiltration หรือ RO ตามคุณภาพน้ำและเป้าหมายของระบบ

4. ลดภาระของอุปกรณ์ขั้นต่อไป
Pretreatment ที่เหมาะสมช่วยลดสิ่งปนเปื้อนก่อนเข้าสู่ระบบที่ละเอียดกว่า เช่น

- Cartridge Filter
- UF
- NF
- RO
- Ion Exchange
- Activated Carbon

ตัวอย่างเช่น GAC มักทำงานได้เหมาะกว่าเมื่อของแข็งแขวนลอยถูกลดลงก่อน เพราะสารอื่นในน้ำสามารถใช้พื้นที่ดูดซับและลดความสามารถในการจับสารเป้าหมายได้

5. สนับสนุนการ Reuse และ Recycle น้ำ
หากโรงงานต้องการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ ระบบกรองมักเป็นหนึ่งใน Treatment Train เพื่อปรับคุณภาพน้ำให้เหมาะกับงานปลายทาง เช่น การกรองตะกอนก่อน UF หรือ RO

แต่การ Reuse ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ RO ทุกโครงการ ควรเลือกระดับการบำบัดให้สอดคล้องกับคุณภาพน้ำที่ต้องใช้จริง เพื่อลดทั้งการลงทุน พลังงาน และปริมาณน้ำ Reject

น้ำมีสิ่งปนเปื้อนประเภทใดบ้าง
สามารถแบ่งเพื่อช่วยเลือกระบบได้ 3 กลุ่มหลัก

สิ่งปนเปื้อนทางกายภาพ
เช่น

- ทราย
- โคลน
- สนิม
- TSS
- ความขุ่น
- ตะกอนละเอียด

เหมาะกับระบบดักตะกอน Sedimentation, Sand Filter, Multimedia Filter, Bag Filter หรือ Cartridge Filter ตามขนาดอนุภาค

สิ่งปนเปื้อนทางเคมี
เช่น

- คลอรีน
- ความกระด้าง
- โลหะ
- เกลือละลาย
- สารอินทรีย์
- สารเคมีเฉพาะกระบวนการ

ต้องเลือกเทคโนโลยีตามสารเป้าหมาย เช่น Carbon, Ion Exchange, Adsorptive Media, NF หรือ RO เพราะ Media ชนิดเดียวไม่สามารถกำจัดสารเคมีทั้งหมดได้

คลอรีนไม่ใช่สิ่งปนเปื้อนที่ต้องกำจัดเสมอไป เพราะเป็นสารฆ่าเชื้อสำคัญในระบบประปา แต่ในกระบวนการผลิตบางประเภทหรือก่อนอุปกรณ์บางชนิด อาจต้องลดคลอรีนตามข้อกำหนดของระบบ กรมอนามัยระบุว่า Activated Carbon สามารถช่วยดูดซับคลอรีนออกจากน้ำได้

สิ่งปนเปื้อนทางชีวภาพ
เช่น

- แบคทีเรีย
- ไวรัส
- Protozoa
- จุลินทรีย์อื่น
ไม่ควรสรุปว่า “มี Filter แล้วจึงไม่มีเชื้อโรค” เพราะประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับชนิดระบบ ตัวอย่างเช่น MF และ UF ใช้การแยกตามขนาดรูพรุน ขณะที่ระบบน้ำดื่มมักใช้การกรองร่วมกับการฆ่าเชื้อ เช่น Chlorine หรือ UV เพื่อควบคุมความเสี่ยงทางจุลชีววิทยา

WHO แนะนำให้การจัดการความปลอดภัยของน้ำพิจารณาความเสี่ยงตั้งแต่แหล่งน้ำจนถึงผู้ใช้น้ำ ไม่ควรพึ่ง Barrier เพียงขั้นตอนเดียว

Activated Carbon ใช้ทำอะไร
Activated Carbon หรือถ่านกัมมันต์มีโครงสร้างรูพรุนและพื้นที่ผิวสูง ใช้กระบวนการ Adsorption เพื่อจับสารบนพื้นผิว EPA ระบุว่า GAC ใช้สำหรับสารที่ทำให้เกิดกลิ่นและรส สารอินทรีย์ธรรมชาติ VOCs สารอินทรีย์สังเคราะห์ และสารตั้งต้นของ Disinfection Byproducts ได้ในหลายการใช้งาน

แต่ Carbon ไม่ได้เป็นคำตอบสำหรับทุกปัญหา โดยเอกสาร EPA ระบุว่า Carbon Filter โดยทั่วไปไม่ใช่เทคโนโลยีหลักสำหรับกำจัดเกลือ โลหะส่วนใหญ่ หรือจุลินทรีย์ และ Media จะค่อย ๆ อิ่มตัวจนต้องเปลี่ยนหรือ Regenerate

Softener ใช้เมื่อมีความกระด้าง
Water Softener อาศัย Ion Exchange เพื่อลดไอออนที่ก่อความกระด้าง เช่น Calcium และ Magnesium แล้วต้องมีขั้นตอน Regeneration ตามชนิดเรซิน

หากน้ำมีความขุ่นหรือเหล็กสูง อาจต้องมี Pretreatment ก่อน Softener เพื่อป้องกันการ Fouling และลดภาระของเรซิน

UF ใช้เมื่อจำเป็นต้องกรองละเอียด
Ultrafiltration ใช้เมมเบรนแยกสารตามขนาดรูพรุน เหมาะกับ

- TSS
- คอลลอยด์
- แบคทีเรีย
- Protozoa
- Macromolecule บางประเภท

ประสิทธิภาพต่อไวรัสขึ้นอยู่กับชนิดและคุณสมบัติของเมมเบรน ไม่ควรใช้คำว่า UF ทุกชุด “กำจัดไวรัสได้ทั้งหมด” โดยไม่มีผล Challenge Test หรือข้อมูลรับรองจากผู้ผลิต

RO ใช้เมื่อปัญหาคือสารละลาย
Reverse Osmosis ใช้แรงดันผลักน้ำผ่าน Semi-permeable Membrane ทำให้เกิด

- Permeate หรือน้ำที่ผ่านเมมเบรน
- Concentrate หรือ Reject

RO สามารถลดสารละลายและสารปนเปื้อนได้หลายประเภท แต่ชนิดเมมเบรนและประสิทธิภาพต้องตรวจจากข้อมูลผู้ผลิต และต้องออกแบบ Pretreatment เพื่อควบคุม Fouling และ Scaling

วิธีเลือกระบบกรองน้ำให้เหมาะกับปัญหา
ให้เริ่มจาก 5 คำถาม

1. น้ำมาจากไหน
- น้ำประปา
- น้ำบาดาล
- น้ำผิวดิน
- น้ำฝน
- น้ำ Reuse
- น้ำจากกระบวนการผลิต

2. น้ำมีปัญหาอะไร
ตรวจอย่างน้อยตามความเสี่ยง เช่น

- Turbidity
- TSS
- pH
- Hardness
- TDS / Conductivity
- Iron
- Manganese
- Chlorine
- TOC หรือสารอินทรีย์
- จุลชีววิทยา
- สารเคมีเฉพาะกระบวนการ

3. น้ำจะนำไปใช้กับอะไร
คุณภาพน้ำสำหรับ Boiler, Cooling Tower, Process, RO Feed และน้ำบริโภคไม่เหมือนกัน

4. ต้องใช้น้ำเท่าไร
ต้องรู้ทั้ง

- Flow เฉลี่ย
- Peak Flow
- ชั่วโมงใช้งาน
- ปริมาณต่อวัน
- แผนขยายกำลังผลิต

5. ยอมรับการบำรุงรักษาได้ระดับไหน
ต้องประเมิน

- Backwash
- เปลี่ยน Cartridge
- Regenerate Resin
- เปลี่ยน Carbon
- Chemical Cleaning
- CIP Membrane
- น้ำ Reject
- Downtime

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือกระบบกรองน้ำ

- เลือกเครื่องกรองโดยไม่ตรวจน้ำ
- คิดว่าน้ำใสหมายถึงน้ำมีคุณภาพดีทุกด้าน
- ใช้ Sand Filter แก้ TDS หรือความกระด้าง
- ใช้ Carbon Filter เพื่อกำจัดโลหะทุกชนิด
- คิดว่า Filter ทุกชนิดกำจัดไวรัสและแบคทีเรียได้
- เลือก RO ทั้งที่ปัญหามีเพียงตะกอน
- ไม่เผื่อ Peak Flow
- ไม่ออกแบบ Backwash
- ไม่ติด Differential Pressure Gauge
- ไม่เตรียม Pretreatment ก่อนเมมเบรน
- ไม่วางแผนจัดการ Reject Water
- ไม่คำนวณค่า Media และ Consumables
- เลือกจากราคาถังโดยไม่ดู Life Cycle Cost

ปัจจัยที่มีผลต่อราคาระบบกรองน้ำ

- คุณภาพน้ำดิบ
- อัตราการไหล
- ชั่วโมงเดินระบบ
- คุณภาพน้ำเป้าหมาย
- จำนวนขั้นตอนการกรอง
- ขนาดและวัสดุถัง
- ชนิด Filter Media
- จำนวน Cartridge หรือ Membrane
- ปั๊มและระบบท่อ
- ระบบ Backwash
- ระบบจ่ายสารเคมี
- Automation
- เครื่องมือวัด
- ระบบ CIP
- ปริมาณ Reject
- ระบบสำรอง
- งานติดตั้งและ Commissioning

ส่งผลวิเคราะห์น้ำ ปริมาณการใช้น้ำ และวัตถุประสงค์การใช้งานให้ทีมวิศวกรของ บริษัท ภัทรพัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ช่วยวินิจฉัยและเลือกระบบกรองน้ำให้เหมาะกับหน้างาน

ให้บริการสำรวจ ออกแบบ จัดหา ติดตั้ง และปรับปรุงระบบ Sand Filter, Activated Carbon, Softener, UF, RO และระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำสำหรับโรงงาน

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้