ระบบผลิตน้ำประปาคืออะไร?



ระบบผลิตน้ำประปา คือชุดกระบวนการและอุปกรณ์ที่ใช้รับน้ำดิบ ปรับปรุงคุณภาพ กักเก็บ และส่งจ่ายน้ำผ่านระบบท่อไปยังบ้าน อาคาร ชุมชน หรือโรงงาน เพื่อให้มีคุณภาพเหมาะกับวัตถุประสงค์การใช้งาน

กระบวนการมาตรฐานสำหรับน้ำผิวดินมักประกอบด้วยการสูบน้ำดิบ การสร้างและรวมตะกอน การตกตะกอน การกรอง การฆ่าเชื้อ การเก็บน้ำใส และการจ่ายน้ำ อย่างไรก็ตาม น้ำจากแต่ละแหล่งมีปัญหาไม่เหมือนกัน จึงอาจต้องเพิ่มกระบวนการกำจัดเหล็ก แมงกานีส ความกระด้าง สารอินทรีย์ กลิ่น สี หรือเกลือละลายเพิ่มเติม การประปาส่วนภูมิภาคเผยแพร่กระบวนการผลิตน้ำประปาเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการให้บริการ ขณะที่แนวทางสากลเน้นการบริหารความเสี่ยงตั้งแต่แหล่งน้ำจนถึงผู้บริโภค ไม่ใช่ตรวจเฉพาะน้ำที่ออกจากโรงผลิตเท่านั้น.

ระบบน้ำประปาและระบบน้ำดีคืออะไร
ระบบน้ำประปาครอบคลุมมากกว่าเครื่องกรองน้ำ โดยทั่วไปประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่

- แหล่งน้ำดิบและระบบรับน้ำ
- โรงปรับปรุงคุณภาพน้ำ
- ถังเก็บน้ำและสถานีสูบจ่าย
- โครงข่ายท่อส่งน้ำถึงผู้ใช้

ส่วนคำว่า ระบบน้ำดี เป็นคำที่ใช้ในงานอาคารและโรงงานเพื่อเรียกระบบน้ำสะอาดหรือน้ำที่ผ่านการปรับปรุงแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าน้ำนั้นสามารถดื่มได้เสมอไป

ตัวอย่างเช่น น้ำดีในโรงงานอาจหมายถึง

- น้ำล้างพื้น
- น้ำใช้ในห้องน้ำ
- น้ำเติม Cooling Tower
- น้ำสำหรับกระบวนการผลิต
- น้ำป้อน Boiler
- น้ำสำหรับบริโภค

1. ระบบผลิตน้ำประปาจากน้ำผิวดิน
ใช้กับน้ำจากแม่น้ำ คลอง อ่างเก็บน้ำ หรือบึง ซึ่งมักมี

- ความขุ่น
- ตะกอน
- สี
- สาหร่าย
- สารอินทรีย์ธรรมชาติ
- จุลินทรีย์
- คุณภาพเปลี่ยนตามฤดูกาล
- ระบบที่พบได้บ่อยคือ

ตะแกรง → Coagulation → Flocculation → Sedimentation → Filtration → Disinfection → Clear Water Tank
กระบวนการ Conventional Treatment ดังกล่าวใช้การรวมตะกอน การตกตะกอน การกรอง และการฆ่าเชื้อเป็นแนวทางหลักสำหรับน้ำผิวดิน

2. ระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาล
น้ำบาดาลอาจมีความขุ่นต่ำแต่พบปัญหาอื่น เช่น

- เหล็ก
- แมงกานีส
- ความกระด้าง
- เกลือละลาย
- กลิ่น
- แอมโมเนีย
- สารปนเปื้อนเฉพาะพื้นที่

ระบบอาจประกอบด้วย

- Aeration หรือ Oxidation
- ถังพักปฏิกิริยา
- Sand หรือ Multimedia Filter
- Manganese Media
- Softener
- Activated Carbon
- UF หรือ RO
- Disinfection

ไม่ควรเลือกชุดกรองน้ำบาดาลจากสีของน้ำเพียงอย่างเดียว ต้องตรวจวิเคราะห์น้ำก่อนกำหนดชนิดสารกรองและอัตราการกรอง

3. ระบบเมมเบรนและระบบขั้นสูง
ใช้เมื่อระบบทั่วไปไม่สามารถผลิตน้ำตามเป้าหมาย หรือแหล่งน้ำมีสารละลายสูง
เทคโนโลยีที่อาจใช้ ได้แก่

- Microfiltration
- Ultrafiltration
- Nanofiltration
- Reverse Osmosis
- Ion Exchange
- Granular Activated Carbon
- UV
- Ozone
ระบบเมมเบรนช่วยลดอนุภาคหรือสารละลายตามขนาดและคุณสมบัติของเมมเบรน แต่ต้องมี Pretreatment และระบบจัดการน้ำ Reject ที่เหมาะสม

4. ระบบผลิตน้ำใช้ภายในโรงงาน
ออกแบบตามวัตถุประสงค์ เช่น

- น้ำอุปโภค
- น้ำล้าง
- น้ำ Process
- น้ำเติม Cooling Tower
- น้ำป้อน Boiler
- น้ำผลิตอาหารหรือเครื่องดื่ม
- น้ำคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะ
โรงงานหนึ่งแห่งอาจต้องมีน้ำหลายเกรด ไม่ควรผลิตน้ำทั้งหมดด้วยระบบคุณภาพสูงระดับเดียวกัน เพราะอาจเพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็น

ขั้นตอนการผลิตน้ำประปา
1. การรับและสูบน้ำดิบ
น้ำดิบถูกสูบจากแหล่งน้ำผ่าน Intake Structure และตะแกรงดักขยะ เพื่อแยกเศษไม้ พลาสติก ใบไม้ และวัสดุขนาดใหญ่ก่อนเข้าสู่ระบบ

อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

- Raw Water Pump
- Screen
- ประตูน้ำ
- วาล์ว
- Flow Meter
- ท่อส่งน้ำดิบ
- ระบบป้องกันปั๊มดูดอากาศหรืออุดตัน
การเลือกปั๊มน้ำดิบต้องพิจารณาอัตราการไหล Head ระดับน้ำต่ำสุด–สูงสุด ระบบท่อ NPSH วัสดุ และความเสี่ยงจากตะกอน ไม่ควรเลือกจากกำลังมอเตอร์เพียงอย่างเดียว

2. การปรับค่า pH และปรับสภาพน้ำ
น้ำดิบอาจต้องปรับค่า pH หรือ Alkalinity เพื่อให้ Coagulant ทำงานได้เหมาะสม สารที่ใช้ขึ้นอยู่กับผลวิเคราะห์น้ำ เช่น ปูนขาว โซดาแอช กรด หรือด่างชนิดอื่น

ไม่จำเป็นต้องเติมปูนขาวทุกระบบ หากค่า pH และ Alkalinity ของน้ำดิบเหมาะสมอยู่แล้ว การเติมสารโดยไม่จำเป็นอาจเพิ่มต้นทุน ตะกอน และปัญหาการควบคุม

บางระบบใช้ Pre-oxidation หรือ Pre-chlorination เพื่อควบคุมสาหร่าย กลิ่น หรือสิ่งมีชีวิต แต่ไม่ใช่ขั้นตอนบังคับสำหรับทุกแหล่งน้ำ เพราะคลอรีนอาจทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ธรรมชาติและเกิดสารพลอยได้จากการฆ่าเชื้อ จึงต้องพิจารณาคุณภาพน้ำดิบ จุดเติม และการควบคุมสารอินทรีย์ร่วมกัน

3. Coagulation หรือการสร้างตะกอน
อนุภาคคอลลอยด์มีขนาดเล็กและไม่ตกตะกอนเองง่าย กระบวนการ Coagulation จึงเติม Coagulant เพื่อทำลายเสถียรภาพของอนุภาค

สารที่อาจใช้ ได้แก่

- Aluminium Sulfate
- Poly Aluminium Chloride
- Ferric Chloride
- Ferric Sulfate
- Coagulant ชนิดอื่นตามผลทดสอบ

สารจะถูกเติมที่ถังกวนเร็วหรือ Rapid Mix เพื่อให้กระจายทั่วน้ำภายในระยะเวลาที่เหมาะสม

ชนิดและปริมาณสารควรเลือกด้วย Jar Test ไม่ควรใช้ปริมาณจากระบบอื่นโดยตรง เพราะความขุ่น สี ค่า pH และ Alkalinity ของน้ำเปลี่ยนตามแหล่งและฤดูกาล

4. Flocculation หรือการรวมตะกอน
น้ำจากถังกวนเร็วจะเข้าสู่ถังกวนช้าเพื่อให้อนุภาคที่เสียเสถียรแล้วชนและรวมตัวเป็นฟล็อกขนาดใหญ่

อาจเติม Polymer เพื่อช่วยเชื่อมฟล็อก แต่ไม่จำเป็นทุกระบบ การใช้ Polymer มากเกินไปอาจทำให้ฟล็อกเหนียว แตก หรือรบกวนการกรอง

ฟล็อกที่เหมาะสมควร

- มีขนาดสม่ำเสมอ
- ไม่แตกง่าย
- ตกตะกอนได้ดี
- ไม่หลุดไปสร้างภาระให้ถังกรอง

5. Sedimentation หรือการตกตะกอน
น้ำจะไหลเข้าสู่ถังตกตะกอนด้วยสภาวะที่ลดการรบกวน เพื่อให้ฟล็อกจมลงก้นถัง ส่วนน้ำใสจะไหลผ่านฝายไปยังระบบกรอง

อุปกรณ์สำคัญ ได้แก่

- Inlet Distribution
- Settling Zone
- Sludge Hopper
- Sludge Scraper
- Weir
- ปั๊มระบายตะกอน
ตะกอนต้องระบายตามรอบ หากปล่อยสะสมนานอาจเกิดกลิ่น ลอยกลับ หรือรบกวนคุณภาพน้ำใส

6. Filtration หรือการกรอง
น้ำหลังตกตะกอนจะผ่านชั้นกรองเพื่อกำจัดตะกอนละเอียดที่ยังหลงเหลือ

วัสดุกรองที่พบได้ เช่น

- ทรายกรอง
- แอนทราไซต์
- กรวดรองพื้น
- Multimedia
- Granular Activated Carbon

แอนทราไซต์ไม่ใช่ Activated Carbon แม้ทั้งสองชนิดมีลักษณะสีดำ แอนทราไซต์ทำหน้าที่เป็นวัสดุกรองอนุภาค ส่วน Activated Carbon มีรูพรุนและใช้ดูดซับสารอินทรีย์ กลิ่น รส หรือสารเป้าหมายบางประเภท

ถังกรองต้องมีระบบ Backwash เพื่อชะล้างตะกอนออก เมื่อ Head Loss สูงขึ้นหรือคุณภาพน้ำกรองลดลง

7. Disinfection หรือการฆ่าเชื้อ
น้ำหลังกรองต้องผ่านการฆ่าเชื้อเพื่อควบคุมแบคทีเรีย ไวรัส และจุลินทรีย์ที่ก่อโรค

วิธีที่อาจใช้ ได้แก่

- Chlorine
- Sodium Hypochlorite
- Chlorine Dioxide
- Ozone
- UV
- ระบบผสมหลายเทคโนโลยี

การใช้คลอรีนต้องพิจารณา

- Chlorine Demand
- ปริมาณสารอินทรีย์
- ค่า pH
- เวลาสัมผัส
- อัตราการไหลสูงสุด
- คลอรีนอิสระคงเหลือ
- สารพลอยได้จากการฆ่าเชื้อ

ไม่ควรกำหนดปริมาณคลอรีนจากปริมาตรถังเพียงอย่างเดียว ต้องวัดค่าคงเหลือและตรวจจุลชีววิทยาร่วมกัน

มาตรฐานคุณภาพน้ำประปาของ กปภ. ระบุคลอรีนอิสระคงเหลือในระบบจ่ายไม่น้อยกว่า 0.2 มิลลิกรัมต่อลิตร พร้อมกำหนดว่าไม่ควรพบ Total Coliform และ E. coli ในน้ำ 100 มิลลิลิตร อย่างไรก็ตาม ระบบเอกชนต้องตรวจสอบมาตรฐานที่ใช้กับโครงการและวัตถุประสงค์ของตนเองโดยตรง

8. การกักเก็บและจ่ายน้ำ
น้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อจะถูกเก็บใน Clear Water Tank ก่อนใช้ปั๊มส่งจ่ายผ่านระบบท่อ

ระบบจ่ายน้ำควรพิจารณา

- ปริมาณใช้เฉลี่ยและสูงสุด
- ปริมาตรสำรอง
- แรงดันที่ปลายท่อ
- Head Loss
- ระดับอาคาร
- Pressure Zone
- การสำรองปั๊ม
- ระบบไฟฉุกเฉิน
- การป้องกันน้ำไหลย้อน
- จุดอับและน้ำค้างในท่อ

WHO ฉบับปรับปรุงล่าสุดเน้นการควบคุมความเสี่ยงตลอดเส้นทางตั้งแต่แหล่งน้ำถึงผู้ใช้น้ำผ่าน Water Safety Plan และการตรวจติดตามอย่างเป็นระบบ เพราะน้ำที่ออกจากโรงผลิตได้มาตรฐานยังสามารถปนเปื้อนซ้ำในถังหรือท่อได้

อุปกรณ์สำคัญในระบบผลิตน้ำประปา

- Raw Water Pump
- ตะแกรงดักขยะ
- ถังปรับสภาพน้ำ
- Rapid Mixer
- Flocculator
- ถังตกตะกอน
- ระบบระบายตะกอน
- Sand หรือ Multimedia Filter
- ระบบ Backwash
- ปั๊มจ่ายสารเคมี
- ถังเก็บสารเคมี
- ระบบฆ่าเชื้อ
- Clear Water Tank
- Distribution Pump
- วาล์วและระบบท่อ
- Flow Meter
- Turbidity Meter
- pH Meter
- Chlorine Analyzer
- PLC หรือ SCADA

รายการจริงต้องเลือกตามคุณภาพน้ำ ปริมาณผลิต และระดับ Automation ที่ต้องการ


Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้