Last updated: 26 ต.ค. 2569 | 33 จำนวนผู้เข้าชม |
ถังตกตะกอน (Clarifier หรือ Clarifier Tank) คือถังแยกของแข็งแขวนลอยและตะกอนน้ำเสีย (Sludge) ออกจากน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง ทำหน้าที่ลดความขุ่นในระบบผลิตน้ำประปาและระบบบำบัดน้ำเสีย โดยควบคุมอัตราไหลล้นผิวหน้า (Surface Overflow Rate) และเวลาเก็บกักน้ำ (Detention Time) เพื่อให้ตะกอนจมลงสู่ก้นถังและถูกชุดกวาดตะกอน (Sludge Scraper) รวบรวมออก จนได้น้ำใสไหลผ่านฝายน้ำล้นเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป
เพื่อให้เจ้าของโรงงาน ผู้รับเหมา และวิศวกรผู้ดูแลระบบเข้าใจโครงสร้างและหลักการคำนวณอย่างถ่องแท้ ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจาก PP Engineer (บริษัท ภัทรพัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด) จึงได้รวบรวมองค์ความรู้เชิงลึกตั้งแต่พื้นฐานว่า ถังตกตะกอน clarifier tank คืออะไร มีความสำคัญอย่างไรต่อ ระบบบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรมครบวงจร กลไกการรวมตะกอนทางเคมีและฟิสิกส์ ไปจนถึงสูตรและเกณฑ์มาตรฐานใน การออกแบบถังตกตะกอน ที่สามารถนำไปใช้ตรวจสอบระบบเดิมหรือวางแผนก่อสร้างระบบใหม่ได้อย่างแม่นยำ

clarifier คือ อุปกรณ์หรือโครงสร้างถังที่ทำหน้าที่แยกของแข็งแขวนลอยออกจากของเหลวเพื่อให้ได้น้ำใส หรือที่คนไทยเรียกกันอย่างคุ้นเคยว่า ถังตกตะกอน, ถังตกตะกอนน้ำใส หรือ บ่อตกตะกอน นั่นเอง และหากผู้รับเหมาหรือฝ่ายจัดซื้อต้องการค้นหาเอกสารสเปกต่างประเทศว่า บ่อตกตะกอน ภาษาอังกฤษ ใช้คำใด คำศัพท์มาตรฐานสากลที่ใช้ในแบบวิศวกรรมก็คือ Clarifier Tank หรือ Sedimentation Tank
clarifier tank คือ อะไรในมุมมองของวิศวกรผู้ออกแบบนั้น มีความละเอียดลึกซึ้งกว่าบ่อพักน้ำทั่วไป เพราะ ถัง clarifier ถูกออกแบบสัดส่วนทางชลศาสตร์ (Hydraulic Geometry) เพื่อบังคับให้กระแสน้ำที่ไหลเข้ามาลดความเร็วลงอย่างสม่ำเสมอ จนเปลี่ยนสภาวะจากการไหลแบบปั่นป่วน (Turbulent Flow) ในท่อส่งน้ำ ให้กลายเป็นการไหลแบบราบเรียบ (Laminar Flow) ภายในตัวถัง เมื่อน้ำไหลอย่างสงบและช้าลง อนุภาคของแข็งแขวนลอยและก้อนตะกอนที่มีความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) สูงกว่าน้ำจะเอาชนะแรงต้านทานการไหลของน้ำและจมตัวลงสู่ด้านล่างตามกฎแรงโน้มถ่วง (Gravity Sedimentation) ทำให้เกิด การแยกตะกอนออกจากน้ำ อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
ดักจับและแยกอนุภาคสารแขวนลอย (Suspended Solids) ตะกอนเคมี หรือฟล็อกจุลินทรีย์ออกจากมวลน้ำ เพื่อให้ได้น้ำใสด้านบน (Clarified Water หรือ Effluent) ที่มีค่าความขุ่น (Turbidity) และค่า TSS ต่ำตามเกณฑ์ที่กำหนด ก่อนระบายออกหรือส่งเข้าสู่ระบบกรองละเอียดต่อไป
เมื่อ ตะกอนน้ำเสีย (Sludge) จมลงไปสะสมที่โซนก้นถัง น้ำหนักของชั้นตะกอนด้านบนจะกดทับชั้นตะกอนด้านล่างเพื่อรีดน้ำที่แทรกอยู่ในช่องว่างระหว่างก้อนตะกอนออก ทำให้ตะกอนที่สูบออกจากก้นถังมีความเข้มข้นของของแข็ง (% Solids) สูงขึ้น ช่วยลดภาระของปั๊มสูบตะกอนและเครื่องรีดตะกอน
ในระบบบำบัดน้ำเสียแบบใช้จุลินทรีย์ เช่น ระบบ Activated Sludge (AS) ถังตกตะกอน ทำหน้าที่กักเก็บมวลจุลินทรีย์ชั่วคราวเพื่อสูบย้อนกลับ (Return Activated Sludge: RAS) เข้าไปรักษาระดับความเข้มข้นของเชื้อจุลินทรีย์ (MLSS) ในถังเติมอากาศให้คงที่ตลอดเวลา


การจะเปลี่ยนสภาพน้ำเสียที่ขุ่นข้นหรือน้ำดิบที่มีสารแขวนลอยปะปนอยู่ให้กลายเป็นน้ำใสสะอาดได้นั้น ต้องอาศัยการทำงานที่สอดประสานกันตั้งแต่การปรับสภาพตะกอนทางเคมี-ฟิสิกส์ ไปจนถึงกลไกทางกลศาสตร์ภายในตัวถัง การเข้าใจ หลักการทำงาน Clarifier Tank ในแต่ละขั้นตอนจะช่วยให้วิศวกรและผู้ดูแลระบบสามารถปรับตั้งค่าการเดินระบบ (Operation Control) ได้อย่างแม่นยำและแก้ปัญหาหน้างานได้ตรงจุด
ในน้ำดิบธรรมชาติและน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ความขุ่นและสีส่วนใหญ่อยู่ในรูปของอนุภาคคอลลอยด์ (Colloids) และสารแขวนลอยขนาดละเอียดที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กเพียง 0.001 ถึง 10 ไมครอน อนุภาคเหล่านี้มีพื้นที่ผิวจำเพาะสูงและมีประจุไฟฟ้าลบ (Negative Zeta Potential) เคลือบอยู่ที่ผิว ทำให้เกิดแรงผลักทางไฟฟ้าสถิตระหว่างกันตลอดเวลา หากส่งน้ำที่มีอนุภาคคอลลอยด์เข้าสู่ ถังตกตะกอน โดยตรง อนุภาคเหล่านี้ต้องใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์จึงจะจมตัวลงได้เพียงไม่กี่เซนติเมตร ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการ Coagulation และ Flocculation เป็นขั้นตอนเตรียมการก่อนเข้าถังตกตะกอนเสมอ:
เริ่มต้นด้วยการปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH Adjustment) ของน้ำให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมต่อการทำปฏิกิริยา จากนั้นจึงเติม สารสร้างตะกอน (Coagulant) ที่มีประจุบวกสูง เช่น สารส้ม (Alum: Al2(SO4)3), โพลีอะลูมิเนียมคลอไรด์ (PACl), เฟอร์ริกคลอไรด์ (FeCl3) หรือเฟอร์รัสซัลเฟต (FeSO4) ลงในถังกวนเร็ว โดยใช้ใบพัดกวนด้วยค่าเกรเดียนต์ความเร็วสูง (G ≈ 300 1,000 s−1 หรือวินาที−1) เป็นเวลาสั้นๆ ประมาณ 1 3 นาที เพื่อให้อนุภาคไอออนบวกของโลหะกระจายตัวเข้าหักล้างประจุลบบนผิวคอลลอยด์ (Destabilization & Charge Neutralization) ทันทีที่แรงผลักทางไฟฟ้าหมดไป อนุภาคความขุ่นจะเริ่มเกาะตัวกันเป็นเม็ดตะกอนขนาดเล็กที่เรียกว่า Pinpoint Floc หรือ Microfloc
น้ำที่ผ่านถังกวนเร็วจะไหลเข้าสู่ถังกวนช้าพร้อมกับการเติมสารช่วยตกตะกอนหรือพอลิเมอร์ (Flocculant / Polyelectrolyte) ทั้งชนิดประจุลบ (Anionic) หรือประจุบวก (Cationic) ตามลักษณะของตะกอน โดยใบพัดกวนช้าจะหมุนด้วยความเร็วต่ำ (G ≈ 20 70 s−1 หรือวินาที−1) ใช้เวลากักเก็บประมาณ 15 30 นาที เพื่อให้สายโซ่โมเลกุลของพอลิเมอร์ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม (Interparticle Bridging) รวบจับ Microfloc จำนวนมหาศาลให้ชนและถักทอเข้าด้วยกันจนกลายเป็นก้อนฟล็อกขนาดใหญ่ (Macrofloc) ที่มีความหนาแน่นสูงและพร้อมที่จะจมตัวลงอย่างรวดเร็วเมื่อไหลเข้าสู่ ถังตกตะกอนน้ำใส
เมื่อพิจารณา หลักการทำงาน Clarifier Tank ภายในตัวถังหลังจากรับน้ำที่มีก้อนฟล็อกเข้ามาแล้ว กระบวนการ การแยกตะกอนออกจากน้ำ จะดำเนินไปตามลำดับทางกลศาสตร์ของไหล 4 ขั้นตอนต่อเนื่องกัน ดังนี้:

ในการอ่านแบบก่อสร้างหรือ clarifier tank drawing อุปกรณ์เครื่องกลที่มีความสำคัญและมีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุดในถังตกตะกอนคือ Sludge Scraper (ชุดกวาดตะกอน) เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ต้องทำงานแช่อยู่ใต้น้ำและรับแรงบิด (Torque) จากการดันมวลตะกอนหนักตลอด 24 ชั่วโมง โดยรูปแบบของชุดกวาดตะกอนที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลักตามขนาดถัง

ในการวางแผนสร้างระบบใหม่หรือปรับปรุงระบบเดิม วิธีออกแบบถังตกตะกอน หรือ การ ออกแบบ ถัง ตกตะกอน (Clarifier Tank Design) ตามมาตรฐานวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จะต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่าง "ภาระทางชลศาสตร์ (Hydraulic Loading)" และ "ภาระของแข็ง (Solids Loading)" เป็นสำคัญ เพราะต่อให้เลือกใช้สารเคมีสร้างตะกอนคุณภาพดีเพียงใด แต่หากพื้นที่ผิวหน้าของถังเล็กเกินไปจนความเร็วของน้ำที่ไหลดันขึ้นด้านบนสูงกว่าความเร็วการจมตัวของก้อนตะกอน ตะกอนทั้งหมดก็จะถูกพัดพาหลุดออกไปกับน้ำทิ้งทันที
วิศวกรสิ่งแวดล้อมใช้พารามิเตอร์หลัก 5 ประการในการกำหนดขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง ความลึก และรายละเอียดของ ถังตกตะกอน
Surface Overflow Rate (SOR) คือตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการหา "พื้นที่ผิวหน้าของถังตกตะกอน (A)" คำนวณจากอัตราการไหลของน้ำเข้าถัง (Q มีหน่วยเป็น ลบ.ม./วัน หรือ ลบ.ม./ชม.) หารด้วยพื้นที่ผิวหน้าของโซนตกตะกอน (A มีหน่วยเป็น ตร.ม.) ในทางทฤษฎีชลศาสตร์ ค่า SOR มีหน่วยเทียบเท่ากับความเร็ว (เมตร/วัน หรือ เมตร/ชั่วโมง) ซึ่งอนุภาคตะกอนใดที่มีความเร็วในการจมตัว (vs) มากกว่าหรือเท่ากับค่า SOR จะสามารถจมลงสู่ก้นถังและถูกแยกออกได้ทั้งหมด
Detention Time (เวลาเก็บกักน้ำ) คือระยะเวลาที่น้ำไหลพักอยู่ใน ถังตกตะกอน คำนวณจากปริมาตรใช้งานของถัง (V = A × H) หารด้วยอัตราการไหลของน้ำ (Q) เมื่อเราทราบพื้นที่ผิวหน้า (A) จากค่า SOR แล้ว การกำหนดค่า Detention Time ที่เหมาะสม (โดยทั่วไปประมาณ 2.0 4.0 ชั่วโมง) จะช่วยให้เราคำนวณหาความลึกของระดับน้ำด้านข้างถัง (Side Water Depth: SWD) ซึ่งปกติจะออกแบบไว้ที่ความลึก 3.0 4.5 เมตร เพื่อให้มีระยะความลึกเพียงพอสำหรับชั้นน้ำใส ชั้นกั้นการรบกวน และชั้นอัดตัวของตะกอนก้นถัง
ฝายน้ำล้น (Weir Overflow Rate) คืออัตราการไหลของน้ำใสต่อหนึ่งหน่วยความยาวของสันฝายรับน้ำ (m3/m·วัน หรือ ลบ.ม./เมตร-วัน) เป็นตัวแปรควบคุมไม่ให้เกิดความเร็วการไหลพุ่งขึ้นสูงเกินไปบริเวณรางรับน้ำใส หากถังมีขนาดเล็กหรือมีอัตราการไหลสูงจนค่า WOR เกินเกณฑ์มาตรฐาน วิศวกรจะแก้ไขในการเขียนแบบ clarifier tank drawing โดยเปลี่ยนจากฝายน้ำล้นทางเดียวที่ขอบถัง เป็นรางรับน้ำใสแบบมีฝายน้ำล้นประกบสองด้าน (Double-Sided Effluent Launder) เพื่อเพิ่มความยาวสันฝายขึ้นเป็น 2 เท่าทันที
ในการออกแบบโครงสร้างพื้นก้นถังของ ถังตกตะกอน ทรงกลมที่มีชุด Sludge Scraper มาตรฐานวิศวกรรมกำหนดให้พื้นถังมีความลาดเอียงเข้าหาหลุมรับตะกอนกลางถังประมาณ 1:12 (หรือประมาณ 8% ถึง 10%) และควบคุมความเร็วเชิงเส้นที่ปลายใบกวาดตะกอน (Tip Speed) ให้อยู่ในช่วงประมาณ 1.5 3.0 เมตรต่อนาที เพื่อป้องกันไม่ให้การหมุนของใบกวาดสร้างกระแสน้ำปั่นป่วนตีตะกอนฟุ้งกลับขึ้นมา
ตารางต่อไปนี้แสดงช่วงค่าพารามิเตอร์มาตรฐานที่ใช้อ้างอิงใน การออกแบบถังตกตะกอน สำหรับระบบผลิตน้ำประปาและระบบบำบัดน้ำเสียประเภทต่างๆ (หมายเหตุ: ค่าที่ใช้จริงต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติของน้ำและตะกอนโดยวิศวกรผู้ออกแบบ):
| พารามิเตอร์การออกแบบ (Design Parameter) | ถังตกตะกอนขั้นต้น (Primary Clarifier) | ถังตกตะกอนขั้นที่สอง (Secondary Clarifier - AS) | ถังตกตะกอนเคมี / ประปา (Coagulation Clarifier) | ถังตกตะกอนแผ่นเอียง (Lamella Clarifier) |
|---|---|---|---|---|
| Surface Overflow Rate (SOR) อัตราไหลเฉลี่ย | 30 50 m3/m2·วัน (ลบ.ม./ตร.ม./วัน) (1.25 2.10 m/h (เมตร/ชม.)) | 16 28 m3/m2·วัน (ลบ.ม./ตร.ม./วัน) (0.67 1.17 m/h (เมตร/ชม.)) | 24 48 m3/m2·วัน (ลบ.ม./ตร.ม./วัน) (1.00 2.00 m/h (เมตร/ชม.)) | 15 36 m3/m2·วัน (ลบ.ม./ตร.ม./วัน) (คิดบนพื้นที่ผิวฉายแผ่นเอียง) |
| Surface Overflow Rate (SOR) อัตราไหลสูงสุด | 80 120 m3/m2·วัน (ลบ.ม./ตร.ม./วัน) | 40 64 m3/m2·วัน (ลบ.ม./ตร.ม./วัน) | 50 80 m3/m2·วัน (ลบ.ม./ตร.ม./วัน) | 120 240 m3/m2·วัน (ลบ.ม./ตร.ม./วัน) (คิดบนพื้นที่หน้าตัดถังจริง) |
| Detention Time (เวลาเก็บกักน้ำ) | 1.5 2.5 ชั่วโมง | 2.0 4.0 ชั่วโมง | 2.0 4.0 ชั่วโมง | 20 45 นาที (ในโซนแผ่นเอียง) |
| ความลึกน้ำในถัง (Side Water Depth) | 3.0 4.5 เมตร | 3.5 5.0 เมตร | 3.0 4.5 เมตร | ความสูงรวมชุดถัง 3.0 4.8 เมตร |
| อัตราน้ำล้นฝาย (Weir Overflow Rate) | 125 500 m3/m·วัน (ลบ.ม./เมตร-วัน) | 125 250 m3/m·วัน (ลบ.ม./เมตร-วัน) | 125 300 m3/m·วัน (ลบ.ม./เมตร-วัน) | ใช้ท่อรับน้ำใสเจาะรูหรือรางฝายกระจายตัว |
ในยุคปัจจุบันที่ราคาที่ดินในเขตอุตสาหกรรมพุ่งสูงขึ้น และโรงงานจำนวนมากในจังหวัดนนทบุรี สมุทรปราการ กรุงเทพฯ และชลบุรี ต้องการเพิ่มปริมาณการบำบัดน้ำเสียโดยไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับก่อสร้าง บ่อตกตะกอน คอนกรีตขนาดใหญ่ Lamella Clarifier (ถังตกตะกอนแบบแผ่นเอียง) จึงกลายเป็นโซลูชันทางวิศวกรรมที่ตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุดที่สุด
หลักการออกแบบของ Lamella Clarifier คือการนำแผ่นเรียบขนาน (Inclined Plates) หรือชุดท่อรังผึ้งเอียง (Tube Settler Media) มาจัดเรียงซ้อนกันโดยทำมุมเอียงประมาณ 55 ถึง 60 องศากับแนวระดับ โดยมีระยะห่างระหว่างแผ่นประมาณ 50 80 มิลลิเมตร เมื่อน้ำเสียที่มีก้อนฟล็อกไหลลอดเข้าสู่ช่องว่างระหว่างแผ่นเอียงจากด้านล่างขึ้นด้านบน อนุภาคตะกอนใช้ระยะทางจมตัวในแนวดิ่งเพียงไม่กี่เซนติเมตรก็จะตกลงกระทบผิวหน้าของแผ่นเอียงทันที และด้วยมุมเอียง 60 องศาซึ่งมากกว่ามุมพักตัวของตะกอน (Angle of Repose) มวลตะกอนจะรวมตัวกันและไถลลื่นลงสู่กรวยเก็บตะกอน (Sludge Hopper) ด้านล่างได้เองตามธรรมชาติ ส่งผลให้ Lamella Clarifier สามารถเพิ่มพื้นที่ผิวตกตะกอนจำเพาะได้สูงถึง 6 10 ตารางเมตรต่อพื้นที่หน้าตัดถังจริง 1 ตารางเมตร ช่วยประหยัดพื้นที่ติดตั้งลงได้ถึง 6585% เมื่อเทียบกับถังตกตะกอนแบบดั้งเดิม

| เกณฑ์การเปรียบเทียบ | ถังตกตะกอนทรงกลม (Circular Clarifier Tank) | ถังตกตะกอนทรงสี่เหลี่ยม (Rectangular Clarifier Tank) | ถังตกตะกอนแผ่นเอียง (Lamella Clarifier) |
|---|---|---|---|
| ขนาดพื้นที่ติดตั้ง (Footprint) | ใช้พื้นที่ค่อนข้างมาก ต้องมีระยะห่างรอบวงกลม | ใช้พื้นที่ปานกลาง สร้างเรียงติดกันโดยใช้ผนังร่วมได้ | ใช้พื้นที่น้อยที่สุด (ประหยัดพื้นที่ 6585%) |
| กลไกชุดกวาดตะกอน (Sludge Scraper) | ใบกวาดหมุนรอบแกนกลาง ชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อย ทนทานสูงมาก | โซ่และใบกวาดตามยาว หรือสะพานวิ่งไป-กลับ ซับซ้อนกว่า | กรวยก้นถังลาดชัน 60 องศา หรือติดชุดกวน/สกรูด้านล่าง |
| ความสามารถในการอัดตะกอน (Thickening) | ดีเยี่ยม มีความลึกและเวลาเก็บกักให้อัดตัวของตะกอนสูง | ดี เหมาะกับตะกอนประปาและตะกอนขั้นต้น | ปานกลาง ขึ้นอยู่กับปริมาตรกรวยเก็บตะกอนด้านล่าง |
| ลักษณะงานที่เหมาะสมที่สุด | ระบบบำบัดน้ำเสียชีวภาพ (AS) และระบบเคมีขนาดกลาง-ใหญ่ | โรงผลิตน้ำประปาขนาดใหญ่ หรือพื้นที่แคบยาว | น้ำเสียเคมี ชุบโลหะ อาหาร งานเพิ่มประสิทธิภาพบ่อเดิม |
เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนสร้างหรือปรับปรุง ถังตกตะกอน ของผู้ประกอบการมีความแม่นยำและปลอดภัยสูงสุด ทีมวิศวกรของ PP Engineer (บริษัท ภัทรพัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด) ขอสรุปแยกแยะขอบเขตข้อมูลทางวิชาการและทางปฏิบัติออกเป็น 3 ส่วนชัดเจน
Clarifier แปลว่า ถังทำใส หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ถังตกตะกอน และ ถังตกตะกอนน้ำใส หมายถึงถังที่ออกแบบไว้แยกตะกอนแขวนลอยออกจากน้ำด้วยแรงโน้มถ่วงเพื่อให้ได้น้ำใส
บ่อตกตะกอน ภาษาอังกฤษ นิยมใช้คำว่า Clarifier Tank, Sedimentation Tank หรือ Settling Basin โดยแบ่งตามตำแหน่งใช้งานเป็น Primary Clarifier และ Secondary Clarifier
สารสร้างตะกอน (Coagulant) เช่น สารส้ม หรือ PACl ทำหน้าที่สลายประจุลบของอนุภาคความขุ่นในถังกวนเร็ว ส่วนพอลิเมอร์ (Flocculant) ทำหน้าที่เกาะรวบเม็ดตะกอนเล็กๆ ในถังกวนช้าให้เป็นก้อนใหญ่ที่จมตัวเร็วใน ถังตกตะกอน
Sludge Scraper (ชุดกวาดตะกอน) ช่วยกวาดรวบรวมตะกอนที่จมอยู่ทั่วพื้นก้นถังให้ลงสู่หลุมสูบตะกอนอย่างต่อเนื่อง ป้องกันไม่ให้ตะกอนสะสมจนเน่าเสียเกิดก๊าซดันตะกอนลอยกลับขึ้นมาทำให้น้ำขุ่น
โดยทั่วไป Detention Time ของถังตกตะกอนแบบดั้งเดิมจะออกแบบไว้ที่ 1.5 2.5 ชั่วโมงสำหรับถังขั้นต้น และ 2.0 4.0 ชั่วโมงสำหรับถังตกตะกอนขั้นที่สองและถังตกตะกอนเคมี
คำตอบ: ถังตกตะกอน (Clarifier Tank) เป็นโครงสร้างทางวิศวกรรมที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมชลศาสตร์การไหลของน้ำอย่างแม่นยำ ประกอบด้วยปล่องสลายพลังงานน้ำเข้า (Inlet Feed Well) พื้นถังลาดเอียง ชุดกวาดตะกอนขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ (Sludge Scraper) แผ่นกั้นฝ้าผิวน้ำ และ ฝายน้ำล้น เพื่อแยกน้ำใสและสูบระบายตะกอนออกได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ในขณะที่บ่อพักตะกอนทั่วไปอาศัยเพียงการกักเก็บน้ำให้นิ่งโดยไม่มีกลไกกวาดตะกอน ทำให้ปริมาตรบ่อลดลงเรื่อยๆ เมื่อตะกอนสะสมเต็มก้นบ่อและต้องหยุดเดินระบบเพื่อดูดลอกตะกอน
คำตอบ: ค่า Surface Overflow Rate (SOR) ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทของระบบบำบัดและลักษณะความหนาแน่นของตะกอน โดยเกณฑ์อ้างอิงทางวิศวกรรมสำหรับถังตกตะกอนขั้นต้น (Primary Clarifier) จะใช้ค่า SOR เฉลี่ยประมาณ 30 50 ลบ.ม./ตร.ม./วัน ส่วนถังตกตะกอนขั้นที่สองในระบบชีวภาพ (Secondary Clarifier) ซึ่งฟล็อกจุลินทรีย์มีความเบาจะใช้ค่า SOR เฉลี่ยประมาณ 16 28 ลบ.ม./ตร.ม./วัน ทั้งนี้ในการออกแบบจริงสำหรับน้ำเสียอุตสาหกรรม ควรให้วิศวกรทำการทดสอบความเร็วการจมตัวของตะกอน (Settling Test) เพื่อยืนยันค่า SOR ที่แม่นยำที่สุด
คำตอบ: ควรเลือกใช้ Lamella Clarifier (ถังตกตะกอนแบบแผ่นเอียง) เมื่อโรงงานมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ติดตั้ง ต้องการขยายขีดความสามารถในการรองรับน้ำเสียในพื้นที่จำกัด หรือเป็นระบบบำบัดน้ำเสียทางเคมี (Chemical Treatment) เช่น น้ำเสียจากกระบวนการชุบโลหะ น้ำเสียที่มีโลหะหนัก หรือน้ำล้างสายการผลิต เนื่องจากชุดแผ่นเอียงทำมุม 5560 องศาช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวรับตะกอนได้มากกว่าถังตกตะกอนทั่วไปถึง 510 เท่าภายใต้พื้นที่ตั้งถังขนาดเล็ก
คำตอบ: ปัญหาตะกอนลอยใน ถังตกตะกอน มักเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก ได้แก่ 1) ตะกอนสะสมก้นถังนานเกินไปจนเกิดสภาวะไร้อากาศหรือปฏิกิริยา Denitrification คายก๊าซไนโตรเจนดันแผ่นตะกอนให้ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ 2) ภาวะตะกอนอืด (Sludge Bulking) จากการเจริญเติบโตของแบคทีเรียเส้นใยในระบบชีวภาพ และ 3) อัตราการไหลของน้ำเข้าถังสูงเกินค่า SOR ที่ออกแบบไว้ แนวทางแก้ไขคือการปรับอัตราการสูบตะกอนกลับ (RAS) และการระบายตะกอนส่วนเกิน (WAS) ให้สมดุล ตรวจเช็กความสมบูรณ์ของชุดกวาดตะกอน (Sludge Scraper) และควบคุมการสูบน้ำเข้าจากบ่อปรับเสมอภาค (Equalization Tank) ให้สม่ำเสมอ
คำตอบ: เพื่อให้ทีมวิศวกรสามารถคำนวณและเสนอแนวทาง การออกแบบถังตกตะกอน ที่เหมาะสมและคุ้มค่างบประมาณที่สุด เจ้าของโรงงานหรือผู้รับเหมาควรเตรียมข้อมูลพื้นฐาน 4 ส่วน คือ 1) ปริมาณน้ำเสียเฉลี่ยต่อวันและอัตราไหลสูงสุดรายชั่วโมง (Flow Rate) 2) ข้อมูลผลตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำเสีย เช่น ค่า TSS, BOD, COD, pH และชนิดของสารปนเปื้อน 3) ขนาดพื้นที่ว่างหน้างานสำหรับติดตั้ง (กว้าง x ยาว x สูง) และ 4) เป้าหมายคุณภาพน้ำใสที่ต้องการหลังผ่านการบำบัด
อ่านศึกษาต่อยอดเกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำเสียได้อย่างครบวงจร แนะนำลิงก์ภายใน
ให้การออกแบบและปรับปรุง ถังตกตะกอน (Clarifier Tank) เป็นเรื่องที่แม่นยำตามหลักวิศวกรรม ทีมวิศวกรจาก PP Engineer (บริษัท ภัทรพัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด) พร้อมเข้าสำรวจหน้างาน วิเคราะห์คุณภาพน้ำ คำนวณค่า Surface Overflow Rate (SOR) ออกแบบและติดตั้งทั้งถังตกตะกอนทรงกลม ชุดกวาดตะกอน (Sludge Scraper) และ Lamella Clarifier สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและผู้รับเหมาในพื้นที่ นนทบุรี สมุทรปราการ กรุงเทพฯ ชลบุรี และทั่วประเทศ