ถังตกตะกอน Clarifier คืออะไร ? ทำงานอย่างไร ? พร้อมวิธีออกแบบที่ถูกต้อง

Last updated: 26 ต.ค. 2569  |  26 จำนวนผู้เข้าชม  | 

clarifier-tank-design-guide

ถังตกตะกอน Clarifier คืออะไร ? ทำงานอย่างไร ? พร้อมวิธีออกแบบที่ถูกต้อง

สรุปคำตอบตรงประเด็น (Featured Snippet):

ถังตกตะกอน (Clarifier หรือ Clarifier Tank) คือถังแยกของแข็งแขวนลอยและตะกอนน้ำเสีย (Sludge) ออกจากน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง ทำหน้าที่ลดความขุ่นในระบบผลิตน้ำประปาและระบบบำบัดน้ำเสีย โดยควบคุมอัตราไหลล้นผิวหน้า (Surface Overflow Rate) และเวลาเก็บกักน้ำ (Detention Time) เพื่อให้ตะกอนจมลงสู่ก้นถังและถูกชุดกวาดตะกอน (Sludge Scraper) รวบรวมออก จนได้น้ำใสไหลผ่านฝายน้ำล้นเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป

เพื่อให้เจ้าของโรงงาน ผู้รับเหมา และวิศวกรผู้ดูแลระบบเข้าใจโครงสร้างและหลักการคำนวณอย่างถ่องแท้ ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจาก PP Engineer (บริษัท ภัทรพัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด) จึงได้รวบรวมองค์ความรู้เชิงลึกตั้งแต่พื้นฐานว่า ถังตกตะกอน clarifier tank คืออะไร มีความสำคัญอย่างไรต่อ ระบบบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรมครบวงจร กลไกการรวมตะกอนทางเคมีและฟิสิกส์ ไปจนถึงสูตรและเกณฑ์มาตรฐานใน การออกแบบถังตกตะกอน ที่สามารถนำไปใช้ตรวจสอบระบบเดิมหรือวางแผนก่อสร้างระบบใหม่ได้อย่างแม่นยำ

ถังตกตะกอน,clarifier


ทำความรู้จักถังตกตะกอน Clarifier คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรในระบบบำบัดน้ำ?

clarifier คือ อุปกรณ์หรือโครงสร้างถังที่ทำหน้าที่แยกของแข็งแขวนลอยออกจากของเหลวเพื่อให้ได้น้ำใส หรือที่คนไทยเรียกกันอย่างคุ้นเคยว่า ถังตกตะกอน, ถังตกตะกอนน้ำใส หรือ บ่อตกตะกอน นั่นเอง และหากผู้รับเหมาหรือฝ่ายจัดซื้อต้องการค้นหาเอกสารสเปกต่างประเทศว่า บ่อตกตะกอน ภาษาอังกฤษ ใช้คำใด คำศัพท์มาตรฐานสากลที่ใช้ในแบบวิศวกรรมก็คือ Clarifier Tank หรือ Sedimentation Tank

clarifier tank คือ อะไรในมุมมองของวิศวกรผู้ออกแบบนั้น มีความละเอียดลึกซึ้งกว่าบ่อพักน้ำทั่วไป เพราะ ถัง clarifier ถูกออกแบบสัดส่วนทางชลศาสตร์ (Hydraulic Geometry) เพื่อบังคับให้กระแสน้ำที่ไหลเข้ามาลดความเร็วลงอย่างสม่ำเสมอ จนเปลี่ยนสภาวะจากการไหลแบบปั่นป่วน (Turbulent Flow) ในท่อส่งน้ำ ให้กลายเป็นการไหลแบบราบเรียบ (Laminar Flow) ภายในตัวถัง เมื่อน้ำไหลอย่างสงบและช้าลง อนุภาคของแข็งแขวนลอยและก้อนตะกอนที่มีความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) สูงกว่าน้ำจะเอาชนะแรงต้านทานการไหลของน้ำและจมตัวลงสู่ด้านล่างตามกฎแรงโน้มถ่วง (Gravity Sedimentation) ทำให้เกิด การแยกตะกอนออกจากน้ำ อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง


ถังตกตะกอน ทำหน้าที่อะไร ? เจาะลึก 3 หน้าที่หลักที่ทำงานพร้อมกัน

1. หน้าที่ทำให้น้ำใส (Clarification)

ดักจับและแยกอนุภาคสารแขวนลอย (Suspended Solids) ตะกอนเคมี หรือฟล็อกจุลินทรีย์ออกจากมวลน้ำ เพื่อให้ได้น้ำใสด้านบน (Clarified Water หรือ Effluent) ที่มีค่าความขุ่น (Turbidity) และค่า TSS ต่ำตามเกณฑ์ที่กำหนด ก่อนระบายออกหรือส่งเข้าสู่ระบบกรองละเอียดต่อไป

2. หน้าที่อัดตะกอนให้ข้นขึ้น (Sludge Thickening)

เมื่อ ตะกอนน้ำเสีย (Sludge) จมลงไปสะสมที่โซนก้นถัง น้ำหนักของชั้นตะกอนด้านบนจะกดทับชั้นตะกอนด้านล่างเพื่อรีดน้ำที่แทรกอยู่ในช่องว่างระหว่างก้อนตะกอนออก ทำให้ตะกอนที่สูบออกจากก้นถังมีความเข้มข้นของของแข็ง (% Solids) สูงขึ้น ช่วยลดภาระของปั๊มสูบตะกอนและเครื่องรีดตะกอน

3. หน้าที่สำรองและหมุนเวียนมวลชีวภาพ (Sludge Storage & Return)

ในระบบบำบัดน้ำเสียแบบใช้จุลินทรีย์ เช่น ระบบ Activated Sludge (AS) ถังตกตะกอน ทำหน้าที่กักเก็บมวลจุลินทรีย์ชั่วคราวเพื่อสูบย้อนกลับ (Return Activated Sludge: RAS) เข้าไปรักษาระดับความเข้มข้นของเชื้อจุลินทรีย์ (MLSS) ในถังเติมอากาศให้คงที่ตลอดเวลา

ระบบบำบัดน้ำเสีย,ถังตกตะกอนน้ำใส

ความสำคัญของ Clarifier Tank ในระบบผลิตน้ำประปาและระบบบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรม

  • 1. ในระบบผลิตน้ำประปาและน้ำดีสำหรับกระบวนการผลิต (Water Supply & Clarifier Water System): โรงงานที่สูบน้ำดิบจากแหล่งน้ำผิวดิน เช่น แม่น้ำ คลอง หรือสระเก็บน้ำ มักต้องเผชิญกับความขุ่นที่แปรผันตามฤดูกาล การมี ถังตกตะกอนน้ำใส ช่วยกำจัดความขุ่น ดินตะกอน สารอินทรีย์ธรรมชาติ และสีออกจากน้ำดิบได้ถึง 8595% ก่อนส่งเข้าสู่ถังกรองทราย (Multimedia Filter) หรือระบบกรองเมมเบรน (UF/RO) หากไม่มีถังตกตะกอนที่มีประสิทธิภาพ สารกรองจะอุดตันอย่างรวดเร็ว ต้องล้างย้อน (Backwash) บ่อยครั้ง และสิ้นเปลืองน้ำรวมถึงค่าเปลี่ยนไส้กรองมหาศาล
  • 2. ในฐานะถังตกตะกอนขั้นต้น (Primary Clarifier) ของระบบบำบัดน้ำเสีย: สำหรับโรงงานที่มีของแข็งแขวนลอยในน้ำเสียดิบสูง เช่น โรงงานกระดาษ โรงงานแป้งมันสำปะหลัง หรือโรงงานอาหาร การติดตั้ง บ่อตกตะกอน ขั้นต้นก่อนเข้าสู่ระบบชีวภาพจะช่วยแยกของแข็งที่จมตัวได้ออกทันที 5070% และช่วยลดค่าความสกปรกในรูป BOD ลงได้ถึง 2540% ซึ่งการลด BOD ด้วยแรงโน้มถ่วงในถังตกตะกอนขั้นต้นนั้นใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำกว่าการใช้เครื่องเติมอากาศย่อยสลายในบ่อชีวภาพหลายเท่าตัว
  • 3. ในฐานะถังตกตะกอนขั้นที่สองหรือถังตกตะกอนสุดท้าย (Secondary / Final Clarifier): ใน ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบบำบัดน้ำเสีย ทั้งแบบทางเคมี (Chemical Precipitation) และแบบชีวภาพ (Activated Sludge, Oxidation Ditch, Aerated Lagoon) น้ำที่ผ่านการทำปฏิกิริยาแล้วจะมีตะกอนแขวนลอยอยู่ในความเข้มข้นสูงมาก (เช่น 2,000 4,000 มิลลิกรัม/ลิตร ในระบบ AS) ถังตกตะกอน ขั้นสุดท้ายจึงเปรียบเสมือนปราการด่านสุดท้ายที่ตัดสินว่าน้ำทิ้งของโรงงานจะใสสะอาดผ่านเกณฑ์มาตรฐานของกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือไม่

ารออกแบบถังตกตะกอน,ถัง clarifier

เจาะลึกหลักการทำงานของ Clarifier Tank จากน้ำขุ่นสู่ประโยชน์ของน้ำใส

การจะเปลี่ยนสภาพน้ำเสียที่ขุ่นข้นหรือน้ำดิบที่มีสารแขวนลอยปะปนอยู่ให้กลายเป็นน้ำใสสะอาดได้นั้น ต้องอาศัยการทำงานที่สอดประสานกันตั้งแต่การปรับสภาพตะกอนทางเคมี-ฟิสิกส์ ไปจนถึงกลไกทางกลศาสตร์ภายในตัวถัง การเข้าใจ หลักการทำงาน Clarifier Tank ในแต่ละขั้นตอนจะช่วยให้วิศวกรและผู้ดูแลระบบสามารถปรับตั้งค่าการเดินระบบ (Operation Control) ได้อย่างแม่นยำและแก้ปัญหาหน้างานได้ตรงจุด


กระบวนการ Coagulation และ Flocculation: หัวใจของการสร้างก้อนตะกอนที่จมตัวเร็ว

ในน้ำดิบธรรมชาติและน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ความขุ่นและสีส่วนใหญ่อยู่ในรูปของอนุภาคคอลลอยด์ (Colloids) และสารแขวนลอยขนาดละเอียดที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กเพียง 0.001 ถึง 10 ไมครอน อนุภาคเหล่านี้มีพื้นที่ผิวจำเพาะสูงและมีประจุไฟฟ้าลบ (Negative Zeta Potential) เคลือบอยู่ที่ผิว ทำให้เกิดแรงผลักทางไฟฟ้าสถิตระหว่างกันตลอดเวลา หากส่งน้ำที่มีอนุภาคคอลลอยด์เข้าสู่ ถังตกตะกอน โดยตรง อนุภาคเหล่านี้ต้องใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์จึงจะจมตัวลงได้เพียงไม่กี่เซนติเมตร ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการ Coagulation และ Flocculation เป็นขั้นตอนเตรียมการก่อนเข้าถังตกตะกอนเสมอ:

1. กระบวนการ Coagulation (การสร้างตะกอนในถังกวนเร็ว - Rapid Mixing)

เริ่มต้นด้วยการปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH Adjustment) ของน้ำให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมต่อการทำปฏิกิริยา จากนั้นจึงเติม สารสร้างตะกอน (Coagulant) ที่มีประจุบวกสูง เช่น สารส้ม (Alum: Al2(SO4)3), โพลีอะลูมิเนียมคลอไรด์ (PACl), เฟอร์ริกคลอไรด์ (FeCl3) หรือเฟอร์รัสซัลเฟต (FeSO4) ลงในถังกวนเร็ว โดยใช้ใบพัดกวนด้วยค่าเกรเดียนต์ความเร็วสูง (G ≈ 300 1,000 s−1 หรือวินาที−1) เป็นเวลาสั้นๆ ประมาณ 1 3 นาที เพื่อให้อนุภาคไอออนบวกของโลหะกระจายตัวเข้าหักล้างประจุลบบนผิวคอลลอยด์ (Destabilization & Charge Neutralization) ทันทีที่แรงผลักทางไฟฟ้าหมดไป อนุภาคความขุ่นจะเริ่มเกาะตัวกันเป็นเม็ดตะกอนขนาดเล็กที่เรียกว่า Pinpoint Floc หรือ Microfloc

สมการฟังก์ชันการทำงานของ Coagulation (รูปแบบอ่านเข้าใจง่าย):
fCoagulation = อนุภาคความขุ่นประจุลบ (Colloid−) + สารสร้างตะกอนประจุบวก (Al3+ / Fe3+) ⟶ เม็ดตะกอนเริ่มต้น (Microfloc)
สูตรคำนวณแรงกวนเร็ว (Velocity Gradient): G = √กำลังใบพัดกวน (P)ความหนืดน้ำ (μ) × ปริมาตรถัง (V) ≈ 300 1,000 ต่อวินาที (s−1)

2. กระบวนการ Flocculation (การรวมก้อนตะกอนในถังกวนช้า - Slow Mixing)

น้ำที่ผ่านถังกวนเร็วจะไหลเข้าสู่ถังกวนช้าพร้อมกับการเติมสารช่วยตกตะกอนหรือพอลิเมอร์ (Flocculant / Polyelectrolyte) ทั้งชนิดประจุลบ (Anionic) หรือประจุบวก (Cationic) ตามลักษณะของตะกอน โดยใบพัดกวนช้าจะหมุนด้วยความเร็วต่ำ (G ≈ 20 70 s−1 หรือวินาที−1) ใช้เวลากักเก็บประมาณ 15 30 นาที เพื่อให้สายโซ่โมเลกุลของพอลิเมอร์ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม (Interparticle Bridging) รวบจับ Microfloc จำนวนมหาศาลให้ชนและถักทอเข้าด้วยกันจนกลายเป็นก้อนฟล็อกขนาดใหญ่ (Macrofloc) ที่มีความหนาแน่นสูงและพร้อมที่จะจมตัวลงอย่างรวดเร็วเมื่อไหลเข้าสู่ ถังตกตะกอนน้ำใส

fFlocculation = เม็ดตะกอนเล็ก (Microfloc) + พอลิเมอร์ (Polymer) ⟶ ก้อนตะกอนใหญ่จมตัวเร็ว (Macrofloc)


ลำดับการทำงานภายในถังตกตะกอนน้ำใส ตั้งแต่จุดน้ำเข้าจนถึงรางน้ำล้น

เมื่อพิจารณา หลักการทำงาน Clarifier Tank ภายในตัวถังหลังจากรับน้ำที่มีก้อนฟล็อกเข้ามาแล้ว กระบวนการ การแยกตะกอนออกจากน้ำ จะดำเนินไปตามลำดับทางกลศาสตร์ของไหล 4 ขั้นตอนต่อเนื่องกัน ดังนี้:

  1. การลดความเร็วและกระจายการไหลที่ปล่องกลางถัง (Inlet Stilling Well / Feed Well): น้ำที่มีก้อนฟล็อกจะถูกส่งผ่านท่อเข้าสู่ปล่องทรงกระบอกตรงกลางถัง (สำหรับถังทรงกลม) หรือแผ่นกั้นหน้าถัง (สำหรับถังสี่เหลี่ยม) โซนนี้ออกแบบมาเพื่อสลายพลังงานจลน์ของกระแสน้ำและบังคับให้น้ำค่อยๆ ไหลลอดใต้ขอบปล่องกระจายออกในแนวรัศมี 360 องศาอย่างนุ่มนวล โดยไม่ตีก้อนฟล็อกที่เปราะบางให้แตกตัวอีกครั้ง
  2. การจมตัวแยกชั้นด้วยแรงโน้มถ่วง (Gravity Settling in Clarification Zone): เมื่อน้ำเคลื่อนที่ออกจากปล่องกลางมุ่งหน้าไปทางขอบถัง พื้นที่หน้าตัดการไหลจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความเร็วของน้ำลดต่ำลงมาก ในบริเวณนี้ก้อนตะกอนที่มีน้ำหนักมากจะจมดิ่งลงสู่ด้านล่าง ในขณะที่น้ำส่วนที่ใสสะอาดจะแยกตัวลอยขึ้นสู่ผิวน้ำด้านบน เกิดเป็นชั้นน้ำใส (Clear Water Zone) ที่ปราศจากสารแขวนลอย
  3. การกวาดและรวบรวมตะกอนก้นถังด้วยชุดกวาดตะกอน (Sludge Collection by Sludge Scraper): ตะกอนที่จมลงสู่พื้นถังซึ่งมีความลาดเอียงเข้าหาจุดศูนย์กลางจะถูกใบกวาดของชุด Sludge Scraper (ชุดกวาดตะกอน) ที่หมุนรอบแกนกลางด้วยความเร็วรอบต่ำมาก (ประมาณ 0.03 0.1 รอบต่อนาที หรือใช้เวลา 1030 นาทีต่อการหมุนครบ 1 รอบ) ค่อยๆ รีดและกวาดพามวลตะกอนลงไปรวมกันที่หลุมรับตะกอนกลางถัง (Central Sludge Hopper) เพื่อรอให้ปั๊มสูบตะกอนดึงออกไปใช้งานหรือกำจัดทิ้ง
  4. การดักฝ้าไขมันและการไหลล้นของน้ำใสผ่านฝายน้ำล้น (Scum Skimming & Weir Overflow): บริเวณผิวน้ำด้านบนจะมีแผ่นกั้นฝ้าลอย (Scum Baffle) ติดตั้งขนานอยู่ด้านหน้า ฝายน้ำล้น เพื่อกั้นไม่ให้คราบน้ำมัน ไขมัน หรือเศษตะกอนเบาที่ลอยอยู่ผิวน้ำหลุดออกไปยังรางน้ำใส โดยมีใบปาดฝ้าผิวน้ำ (Surface Skimmer) หมุนกวาดคราบฝ้าลงสู่กล่องรับฝ้า (Scum Box) ส่วนน้ำใสด้านล่างแผ่นกั้นฝ้าจะไหลลอดขึ้นและล้นผ่านสันฝายฟันปลา (V-Notch Effluent Weir) ลงสู่รางรับน้ำใส (Effluent Launder) รอบขอบถังเพื่อส่งต่อไปยังถังพักน้ำใสหรือระบายออกนอกระบบ
หลักการทำงาน Clarifier Tank

เจาะลึกโครงสร้างและประเภทของชุดกวาดตะกอน (Sludge Scraper) ในถัง Clarifier

ในการอ่านแบบก่อสร้างหรือ clarifier tank drawing อุปกรณ์เครื่องกลที่มีความสำคัญและมีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุดในถังตกตะกอนคือ Sludge Scraper (ชุดกวาดตะกอน) เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ต้องทำงานแช่อยู่ใต้น้ำและรับแรงบิด (Torque) จากการดันมวลตะกอนหนักตลอด 24 ชั่วโมง โดยรูปแบบของชุดกวาดตะกอนที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลักตามขนาดถัง

  • 1. ชุดกวาดตะกอนแบบขับเคลื่อนตรงกลาง (Center Drive Sludge Scraper): นิยมใช้กับ ถังตกตะกอน ทรงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 3 เมตร ถึงประมาณ 1820 เมตร โดยมีสะพานทางเดินพาดผ่านกลางถังเพื่อรองรับชุดมอเตอร์เกียร์ทดรอบและเพลาแกนกลาง แข็งแรง ดูแลรักษาและตรวจเช็กชุดเกียร์ได้ง่ายจากบนสะพาน
  • 2. ชุดกวาดตะกอนแบบขับเคลื่อนที่ขอบถัง (Peripheral Drive / Half-Bridge Scraper): นิยมใช้กับ ถัง clarifier ขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 18 เมตรขึ้นไป โดยจุดหมุนตรงกลางถังจะเป็นเสาคอนกรีตหรือเหล็กตั้งรับน้ำหนัก ส่วนปลายสะพานอีกด้านจะมีล้อขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์วิ่งวนไปตามขอบสันกำแพงถัง ช่วยลดแรงดัดของสะพานและสร้างแรงบิดในการกวาดตะกอนได้สูงมาก
  • 3. ชุดดูดตะกอนก้นถัง (Suction Header Clarifier Scraper): นิยมใช้ในถังตกตะกอนขั้นที่สองขนาดใหญ่ของระบบ Activated Sludge ที่ต้องการนำตะกอนจุลินทรีย์กลับเข้าสู่บ่อเติมอากาศอย่างรวดเร็วที่สุด โดยใช้ท่อดูดตะกอนหลายจุดติดตั้งเรียงตามแขนหมุนเพื่อดูดตะกอนขึ้นมาจากพื้นถังโดยตรงก่อนที่ตะกอนจะขาดออกซิเจน ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถดูรายละเอียดอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่หมวด เครื่องจักรและอุปกรณ์ระบบบำบัดน้ำเสีย ของเรา

clarifier water treatment,clarifier water,clarifier tank design

คู่มือการออกแบบถังตกตะกอน (Clarifier Design) ให้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม

ในการวางแผนสร้างระบบใหม่หรือปรับปรุงระบบเดิม วิธีออกแบบถังตกตะกอน หรือ การ ออกแบบ ถัง ตกตะกอน (Clarifier Tank Design) ตามมาตรฐานวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จะต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่าง "ภาระทางชลศาสตร์ (Hydraulic Loading)" และ "ภาระของแข็ง (Solids Loading)" เป็นสำคัญ เพราะต่อให้เลือกใช้สารเคมีสร้างตะกอนคุณภาพดีเพียงใด แต่หากพื้นที่ผิวหน้าของถังเล็กเกินไปจนความเร็วของน้ำที่ไหลดันขึ้นด้านบนสูงกว่าความเร็วการจมตัวของก้อนตะกอน ตะกอนทั้งหมดก็จะถูกพัดพาหลุดออกไปกับน้ำทิ้งทันที


สูตรคำนวณและปัจจัยสำคัญในวิธีออกแบบถังตกตะกอน

วิศวกรสิ่งแวดล้อมใช้พารามิเตอร์หลัก 5 ประการในการกำหนดขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง ความลึก และรายละเอียดของ ถังตกตะกอน

1. Surface Overflow Rate (SOR) หรือ อัตราไหลล้นผิวหน้า

Surface Overflow Rate (SOR) คือตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการหา "พื้นที่ผิวหน้าของถังตกตะกอน (A)" คำนวณจากอัตราการไหลของน้ำเข้าถัง (Q มีหน่วยเป็น ลบ.ม./วัน หรือ ลบ.ม./ชม.) หารด้วยพื้นที่ผิวหน้าของโซนตกตะกอน (A มีหน่วยเป็น ตร.ม.) ในทางทฤษฎีชลศาสตร์ ค่า SOR มีหน่วยเทียบเท่ากับความเร็ว (เมตร/วัน หรือ เมตร/ชั่วโมง) ซึ่งอนุภาคตะกอนใดที่มีความเร็วในการจมตัว (vs) มากกว่าหรือเท่ากับค่า SOR จะสามารถจมลงสู่ก้นถังและถูกแยกออกได้ทั้งหมด

สมการฟังก์ชันออกแบบ:   พื้นที่ผิวหน้าถัง (A) = อัตราการไหลของน้ำเสีย (Q)อัตราไหลล้นผิวหน้าที่กำหนด (SOR)

2. Detention Time (DT / HRT) หรือ เวลาเก็บกักน้ำ และความลึกของถัง (SWD)

Detention Time (เวลาเก็บกักน้ำ) คือระยะเวลาที่น้ำไหลพักอยู่ใน ถังตกตะกอน คำนวณจากปริมาตรใช้งานของถัง (V = A × H) หารด้วยอัตราการไหลของน้ำ (Q) เมื่อเราทราบพื้นที่ผิวหน้า (A) จากค่า SOR แล้ว การกำหนดค่า Detention Time ที่เหมาะสม (โดยทั่วไปประมาณ 2.0 4.0 ชั่วโมง) จะช่วยให้เราคำนวณหาความลึกของระดับน้ำด้านข้างถัง (Side Water Depth: SWD) ซึ่งปกติจะออกแบบไว้ที่ความลึก 3.0 4.5 เมตร เพื่อให้มีระยะความลึกเพียงพอสำหรับชั้นน้ำใส ชั้นกั้นการรบกวน และชั้นอัดตัวของตะกอนก้นถัง

สมการฟังก์ชันออกแบบ:   ปริมาตรถัง (V) = Q × เวลาเก็บกักน้ำ (Detention Time)   และ   ความลึกน้ำ (H) = ปริมาตรถัง (V)พื้นที่ผิวหน้าถัง (A)

3. Weir Overflow Rate (WOR) หรือ อัตราน้ำล้นที่ฝายน้ำล้น

ฝายน้ำล้น (Weir Overflow Rate) คืออัตราการไหลของน้ำใสต่อหนึ่งหน่วยความยาวของสันฝายรับน้ำ (m3/m·วัน หรือ ลบ.ม./เมตร-วัน) เป็นตัวแปรควบคุมไม่ให้เกิดความเร็วการไหลพุ่งขึ้นสูงเกินไปบริเวณรางรับน้ำใส หากถังมีขนาดเล็กหรือมีอัตราการไหลสูงจนค่า WOR เกินเกณฑ์มาตรฐาน วิศวกรจะแก้ไขในการเขียนแบบ clarifier tank drawing โดยเปลี่ยนจากฝายน้ำล้นทางเดียวที่ขอบถัง เป็นรางรับน้ำใสแบบมีฝายน้ำล้นประกบสองด้าน (Double-Sided Effluent Launder) เพื่อเพิ่มความยาวสันฝายขึ้นเป็น 2 เท่าทันที

สมการฟังก์ชันออกแบบ:   ความยาวฝายน้ำล้นขั้นต่ำ (Lweir) = อัตราการไหลของน้ำ (Q)อัตราน้ำล้นฝายสูงสุดที่ยอมรับได้ (WOR)

4. ความลาดเอียงก้นถัง (Bottom Slope) และความเร็วของชุดกวาดตะกอน

ในการออกแบบโครงสร้างพื้นก้นถังของ ถังตกตะกอน ทรงกลมที่มีชุด Sludge Scraper มาตรฐานวิศวกรรมกำหนดให้พื้นถังมีความลาดเอียงเข้าหาหลุมรับตะกอนกลางถังประมาณ 1:12 (หรือประมาณ 8% ถึง 10%) และควบคุมความเร็วเชิงเส้นที่ปลายใบกวาดตะกอน (Tip Speed) ให้อยู่ในช่วงประมาณ 1.5 3.0 เมตรต่อนาที เพื่อป้องกันไม่ให้การหมุนของใบกวาดสร้างกระแสน้ำปั่นป่วนตีตะกอนฟุ้งกลับขึ้นมา


เกณฑ์พารามิเตอร์มาตรฐานทางวิศวกรรมสำหรับการออกแบบถังตกตะกอน (Clarifier Tank Design Criteria)

ตารางต่อไปนี้แสดงช่วงค่าพารามิเตอร์มาตรฐานที่ใช้อ้างอิงใน การออกแบบถังตกตะกอน สำหรับระบบผลิตน้ำประปาและระบบบำบัดน้ำเสียประเภทต่างๆ (หมายเหตุ: ค่าที่ใช้จริงต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติของน้ำและตะกอนโดยวิศวกรผู้ออกแบบ):

พารามิเตอร์การออกแบบ (Design Parameter)ถังตกตะกอนขั้นต้น
(Primary Clarifier)
ถังตกตะกอนขั้นที่สอง
(Secondary Clarifier - AS)
ถังตกตะกอนเคมี / ประปา
(Coagulation Clarifier)
ถังตกตะกอนแผ่นเอียง
(Lamella Clarifier)
Surface Overflow Rate (SOR) อัตราไหลเฉลี่ย30 50 m3/m2·วัน (ลบ.ม./ตร.ม./วัน)
(1.25 2.10 m/h (เมตร/ชม.))
16 28 m3/m2·วัน (ลบ.ม./ตร.ม./วัน)
(0.67 1.17 m/h (เมตร/ชม.))
24 48 m3/m2·วัน (ลบ.ม./ตร.ม./วัน)
(1.00 2.00 m/h (เมตร/ชม.))
15 36 m3/m2·วัน (ลบ.ม./ตร.ม./วัน)
(คิดบนพื้นที่ผิวฉายแผ่นเอียง)
Surface Overflow Rate (SOR) อัตราไหลสูงสุด80 120 m3/m2·วัน (ลบ.ม./ตร.ม./วัน)40 64 m3/m2·วัน (ลบ.ม./ตร.ม./วัน)50 80 m3/m2·วัน (ลบ.ม./ตร.ม./วัน)120 240 m3/m2·วัน (ลบ.ม./ตร.ม./วัน)
(คิดบนพื้นที่หน้าตัดถังจริง)
Detention Time (เวลาเก็บกักน้ำ)1.5 2.5 ชั่วโมง2.0 4.0 ชั่วโมง2.0 4.0 ชั่วโมง20 45 นาที (ในโซนแผ่นเอียง)
ความลึกน้ำในถัง (Side Water Depth)3.0 4.5 เมตร3.5 5.0 เมตร3.0 4.5 เมตรความสูงรวมชุดถัง 3.0 4.8 เมตร
อัตราน้ำล้นฝาย (Weir Overflow Rate)125 500 m3/m·วัน (ลบ.ม./เมตร-วัน)125 250 m3/m·วัน (ลบ.ม./เมตร-วัน)125 300 m3/m·วัน (ลบ.ม./เมตร-วัน)ใช้ท่อรับน้ำใสเจาะรูหรือรางฝายกระจายตัว


การประยุกต์ใช้ Lamella Clarifier (ถังตกตะกอนแบบแผ่นเอียง) สำหรับโรงงานที่มีพื้นที่จำกัด

ในยุคปัจจุบันที่ราคาที่ดินในเขตอุตสาหกรรมพุ่งสูงขึ้น และโรงงานจำนวนมากในจังหวัดนนทบุรี สมุทรปราการ กรุงเทพฯ และชลบุรี ต้องการเพิ่มปริมาณการบำบัดน้ำเสียโดยไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับก่อสร้าง บ่อตกตะกอน คอนกรีตขนาดใหญ่ Lamella Clarifier (ถังตกตะกอนแบบแผ่นเอียง) จึงกลายเป็นโซลูชันทางวิศวกรรมที่ตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุดที่สุด

หลักการออกแบบของ Lamella Clarifier คือการนำแผ่นเรียบขนาน (Inclined Plates) หรือชุดท่อรังผึ้งเอียง (Tube Settler Media) มาจัดเรียงซ้อนกันโดยทำมุมเอียงประมาณ 55 ถึง 60 องศากับแนวระดับ โดยมีระยะห่างระหว่างแผ่นประมาณ 50 80 มิลลิเมตร เมื่อน้ำเสียที่มีก้อนฟล็อกไหลลอดเข้าสู่ช่องว่างระหว่างแผ่นเอียงจากด้านล่างขึ้นด้านบน อนุภาคตะกอนใช้ระยะทางจมตัวในแนวดิ่งเพียงไม่กี่เซนติเมตรก็จะตกลงกระทบผิวหน้าของแผ่นเอียงทันที และด้วยมุมเอียง 60 องศาซึ่งมากกว่ามุมพักตัวของตะกอน (Angle of Repose) มวลตะกอนจะรวมตัวกันและไถลลื่นลงสู่กรวยเก็บตะกอน (Sludge Hopper) ด้านล่างได้เองตามธรรมชาติ ส่งผลให้ Lamella Clarifier สามารถเพิ่มพื้นที่ผิวตกตะกอนจำเพาะได้สูงถึง 6 10 ตารางเมตรต่อพื้นที่หน้าตัดถังจริง 1 ตารางเมตร ช่วยประหยัดพื้นที่ติดตั้งลงได้ถึง 6585% เมื่อเทียบกับถังตกตะกอนแบบดั้งเดิม


หลักการทำงาน Clarifier Tank,ถังตกตะกอน ทำหน้าที่อะไร

เปรียบเทียบจุดเด่นและข้อจำกัดของถังตกตะกอนทรงกลม ทรงสี่เหลี่ยม และ Lamella Clarifier

เกณฑ์การเปรียบเทียบถังตกตะกอนทรงกลม
(Circular Clarifier Tank)
ถังตกตะกอนทรงสี่เหลี่ยม
(Rectangular Clarifier Tank)
ถังตกตะกอนแผ่นเอียง
(Lamella Clarifier)
ขนาดพื้นที่ติดตั้ง (Footprint)ใช้พื้นที่ค่อนข้างมาก ต้องมีระยะห่างรอบวงกลมใช้พื้นที่ปานกลาง สร้างเรียงติดกันโดยใช้ผนังร่วมได้ใช้พื้นที่น้อยที่สุด (ประหยัดพื้นที่ 6585%)
กลไกชุดกวาดตะกอน (Sludge Scraper)ใบกวาดหมุนรอบแกนกลาง ชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อย ทนทานสูงมากโซ่และใบกวาดตามยาว หรือสะพานวิ่งไป-กลับ ซับซ้อนกว่ากรวยก้นถังลาดชัน 60 องศา หรือติดชุดกวน/สกรูด้านล่าง
ความสามารถในการอัดตะกอน (Thickening)ดีเยี่ยม มีความลึกและเวลาเก็บกักให้อัดตัวของตะกอนสูงดี เหมาะกับตะกอนประปาและตะกอนขั้นต้นปานกลาง ขึ้นอยู่กับปริมาตรกรวยเก็บตะกอนด้านล่าง
ลักษณะงานที่เหมาะสมที่สุดระบบบำบัดน้ำเสียชีวภาพ (AS) และระบบเคมีขนาดกลาง-ใหญ่โรงผลิตน้ำประปาขนาดใหญ่ หรือพื้นที่แคบยาวน้ำเสียเคมี ชุบโลหะ อาหาร งานเพิ่มประสิทธิภาพบ่อเดิม


หลักการประเมินทางวิศวกรรม (E-E-A-T Verification): แยกข้อเท็จจริง คำแนะนำ และข้อมูลที่ต้องยืนยันหน้างาน

เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนสร้างหรือปรับปรุง ถังตกตะกอน ของผู้ประกอบการมีความแม่นยำและปลอดภัยสูงสุด ทีมวิศวกรของ PP Engineer (บริษัท ภัทรพัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด) ขอสรุปแยกแยะขอบเขตข้อมูลทางวิชาการและทางปฏิบัติออกเป็น 3 ส่วนชัดเจน

  • 1. ข้อเท็จจริงตามหลักวิศวกรรม (Established Engineering Facts): ประสิทธิภาพในการดักจับอนุภาคตะกอนของ ถังตกตะกอน clarifier tank ถูกกำหนดโดยพื้นที่ผิวหน้า (Surface Area) และอัตราไหลล้นผิวหน้า (Surface Overflow Rate: SOR) เป็นหลัก ในขณะที่เวลาเก็บกักน้ำ (Detention Time) และความลึกของถังมีผลต่อการรวมตัวของฟล็อกและการอัดตัวของชั้นตะกอนก้นถัง (Sludge Thickening)
  • 2. คำแนะนำเชิงเทคนิคสำหรับโรงงาน (Engineering Recommendations): ก่อนการออกแบบถังตกตะกอนสำหรับน้ำเสียทางเคมีทุกครั้ง ควรนำตัวอย่างน้ำเสียจริงมาทำ Jar Test เพื่อหาชนิดและปริมาณที่เหมาะสมของ สารสร้างตะกอน (Coagulant) และพอลิเมอร์ พร้อมวัดความเร็วการจมตัวของตะกอนจริง (Settling Velocity) และสำหรับถังตกตะกอนเดิมที่มีปัญหาน้ำล้นขุ่นจากปริมาณน้ำเกินพิกัด สามารถพิจารณาติดตั้งชุดแผ่นเอียง Lamella Clarifier เสริมภายในบ่อเดิมเพื่อขยายขีดความสามารถในการรับน้ำโดยไม่ต้องสร้างบ่อคอนกรีตใหม่
  • 3. ข้อมูลเชิงธุรกิจและสเปกเฉพาะที่ต้องให้วิศวกรประเมินและยืนยัน: รายละเอียดสเปกวัสดุโครงสร้างถังและชุดกวาดตะกอน (เช่น ความหนาแผ่นเหล็ก ชนิดสารเคลือบกันสนิม เกรดสแตนเลส SS304/SS316) ขนาดกำลังมอเตอร์เกียร์ มาตรฐานใบรับรองเฉพาะโครงการ รวมถึงงบประมาณและราคาค่าก่อสร้าง/ติดตั้ง จากการสำรวจพื้นที่หน้างานจริง ผลวิเคราะห์คุณภาพน้ำเสียของแต่ละโรงงาน และแบบแปลนทางวิศวกรรมที่ผ่านการคำนวณเฉพาะรายโครงการเท่านั้น

คำถามที่ผู้คนมักค้นหาเพิ่มเติม (People Also Ask - PAA)

1. Clarifier แปลว่าอะไร และในงานระบบน้ำหมายถึงอุปกรณ์ใด?

Clarifier แปลว่า ถังทำใส หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ถังตกตะกอน และ ถังตกตะกอนน้ำใส หมายถึงถังที่ออกแบบไว้แยกตะกอนแขวนลอยออกจากน้ำด้วยแรงโน้มถ่วงเพื่อให้ได้น้ำใส

2. บ่อตกตะกอน ภาษาอังกฤษ ใช้คำศัพท์คำไหนในการเขียนแบบวิศวกรรม?

บ่อตกตะกอน ภาษาอังกฤษ นิยมใช้คำว่า Clarifier Tank, Sedimentation Tank หรือ Settling Basin โดยแบ่งตามตำแหน่งใช้งานเป็น Primary Clarifier และ Secondary Clarifier

3. สารสร้างตะกอน (Coagulant) ทำหน้าที่ต่างจากพอลิเมอร์ช่วยตกตะกอนอย่างไร?

สารสร้างตะกอน (Coagulant) เช่น สารส้ม หรือ PACl ทำหน้าที่สลายประจุลบของอนุภาคความขุ่นในถังกวนเร็ว ส่วนพอลิเมอร์ (Flocculant) ทำหน้าที่เกาะรวบเม็ดตะกอนเล็กๆ ในถังกวนช้าให้เป็นก้อนใหญ่ที่จมตัวเร็วใน ถังตกตะกอน

4. ชุดกวาดตะกอน (Sludge Scraper) มีความจำเป็นต่อถังตกตะกอนอย่างไร?

Sludge Scraper (ชุดกวาดตะกอน) ช่วยกวาดรวบรวมตะกอนที่จมอยู่ทั่วพื้นก้นถังให้ลงสู่หลุมสูบตะกอนอย่างต่อเนื่อง ป้องกันไม่ให้ตะกอนสะสมจนเน่าเสียเกิดก๊าซดันตะกอนลอยกลับขึ้นมาทำให้น้ำขุ่น

5. เวลาเก็บกักน้ำ (Detention Time) ในถังตกตะกอนโดยทั่วไปควรอยู่ที่กี่ชั่วโมง?

โดยทั่วไป Detention Time ของถังตกตะกอนแบบดั้งเดิมจะออกแบบไว้ที่ 1.5 2.5 ชั่วโมงสำหรับถังขั้นต้น และ 2.0 4.0 ชั่วโมงสำหรับถังตกตะกอนขั้นที่สองและถังตกตะกอนเคมี



คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับถังตกตะกอน Clarifier Tank

Q1: ถังตกตะกอน (Clarifier) แตกต่างจากบ่อตกตะกอนแบบพักน้ำทั่วไปอย่างไร?

คำตอบ: ถังตกตะกอน (Clarifier Tank) เป็นโครงสร้างทางวิศวกรรมที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมชลศาสตร์การไหลของน้ำอย่างแม่นยำ ประกอบด้วยปล่องสลายพลังงานน้ำเข้า (Inlet Feed Well) พื้นถังลาดเอียง ชุดกวาดตะกอนขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ (Sludge Scraper) แผ่นกั้นฝ้าผิวน้ำ และ ฝายน้ำล้น เพื่อแยกน้ำใสและสูบระบายตะกอนออกได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ในขณะที่บ่อพักตะกอนทั่วไปอาศัยเพียงการกักเก็บน้ำให้นิ่งโดยไม่มีกลไกกวาดตะกอน ทำให้ปริมาตรบ่อลดลงเรื่อยๆ เมื่อตะกอนสะสมเต็มก้นบ่อและต้องหยุดเดินระบบเพื่อดูดลอกตะกอน

Q2: ค่า Surface Overflow Rate (SOR) ที่เหมาะสมในการออกแบบถังตกตะกอนคือเท่าไร?

คำตอบ: ค่า Surface Overflow Rate (SOR) ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทของระบบบำบัดและลักษณะความหนาแน่นของตะกอน โดยเกณฑ์อ้างอิงทางวิศวกรรมสำหรับถังตกตะกอนขั้นต้น (Primary Clarifier) จะใช้ค่า SOR เฉลี่ยประมาณ 30 50 ลบ.ม./ตร.ม./วัน ส่วนถังตกตะกอนขั้นที่สองในระบบชีวภาพ (Secondary Clarifier) ซึ่งฟล็อกจุลินทรีย์มีความเบาจะใช้ค่า SOR เฉลี่ยประมาณ 16 28 ลบ.ม./ตร.ม./วัน ทั้งนี้ในการออกแบบจริงสำหรับน้ำเสียอุตสาหกรรม ควรให้วิศวกรทำการทดสอบความเร็วการจมตัวของตะกอน (Settling Test) เพื่อยืนยันค่า SOR ที่แม่นยำที่สุด

Q3: เมื่อไหร่ควรเลือกใช้ Lamella Clarifier แทนถังตกตะกอนทรงกลมทั่วไป?

คำตอบ: ควรเลือกใช้ Lamella Clarifier (ถังตกตะกอนแบบแผ่นเอียง) เมื่อโรงงานมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ติดตั้ง ต้องการขยายขีดความสามารถในการรองรับน้ำเสียในพื้นที่จำกัด หรือเป็นระบบบำบัดน้ำเสียทางเคมี (Chemical Treatment) เช่น น้ำเสียจากกระบวนการชุบโลหะ น้ำเสียที่มีโลหะหนัก หรือน้ำล้างสายการผลิต เนื่องจากชุดแผ่นเอียงทำมุม 5560 องศาช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวรับตะกอนได้มากกว่าถังตกตะกอนทั่วไปถึง 510 เท่าภายใต้พื้นที่ตั้งถังขนาดเล็ก

Q4: ปัญหาตะกอนลอยและน้ำขุ่นในถังตกตะกอนเกิดจากสาเหตุใด และมีแนวทางแก้ไขอย่างไร?

คำตอบ: ปัญหาตะกอนลอยใน ถังตกตะกอน มักเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก ได้แก่ 1) ตะกอนสะสมก้นถังนานเกินไปจนเกิดสภาวะไร้อากาศหรือปฏิกิริยา Denitrification คายก๊าซไนโตรเจนดันแผ่นตะกอนให้ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ 2) ภาวะตะกอนอืด (Sludge Bulking) จากการเจริญเติบโตของแบคทีเรียเส้นใยในระบบชีวภาพ และ 3) อัตราการไหลของน้ำเข้าถังสูงเกินค่า SOR ที่ออกแบบไว้ แนวทางแก้ไขคือการปรับอัตราการสูบตะกอนกลับ (RAS) และการระบายตะกอนส่วนเกิน (WAS) ให้สมดุล ตรวจเช็กความสมบูรณ์ของชุดกวาดตะกอน (Sludge Scraper) และควบคุมการสูบน้ำเข้าจากบ่อปรับเสมอภาค (Equalization Tank) ให้สม่ำเสมอ

Q5: การสั่งผลิตหรือปรึกษาวิศวกรเพื่อออกแบบถังตกตะกอน ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง?

คำตอบ: เพื่อให้ทีมวิศวกรสามารถคำนวณและเสนอแนวทาง การออกแบบถังตกตะกอน ที่เหมาะสมและคุ้มค่างบประมาณที่สุด เจ้าของโรงงานหรือผู้รับเหมาควรเตรียมข้อมูลพื้นฐาน 4 ส่วน คือ 1) ปริมาณน้ำเสียเฉลี่ยต่อวันและอัตราไหลสูงสุดรายชั่วโมง (Flow Rate) 2) ข้อมูลผลตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำเสีย เช่น ค่า TSS, BOD, COD, pH และชนิดของสารปนเปื้อน 3) ขนาดพื้นที่ว่างหน้างานสำหรับติดตั้ง (กว้าง x ยาว x สูง) และ 4) เป้าหมายคุณภาพน้ำใสที่ต้องการหลังผ่านการบำบัด


แนะนำเนื้อหาและบริการที่เกี่ยวข้อง (Internal Link Suggestions สูงสุดไม่เกิน 3 ลิงก์)

อ่านศึกษาต่อยอดเกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำเสียได้อย่างครบวงจร แนะนำลิงก์ภายใน

  1. ระบบบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรมครบวงจร
  2. เครื่องจักรและอุปกรณ์ระบบบำบัดน้ำเสีย
  3. คลังความรู้วิศวกรรมระบบบำบัดน้ำเสียและการออกแบบถังตกตะกอน

ปรึกษาทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านระบบบำบัดน้ำเสียและถังตกตะกอน

วางแผนออกแบบถังตกตะกอนใหม่ หรือต้องการแก้ปัญหาน้ำขุ่น ตะกอนลอยในบ่อเดิม?

ให้การออกแบบและปรับปรุง ถังตกตะกอน (Clarifier Tank) เป็นเรื่องที่แม่นยำตามหลักวิศวกรรม ทีมวิศวกรจาก PP Engineer (บริษัท ภัทรพัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด) พร้อมเข้าสำรวจหน้างาน วิเคราะห์คุณภาพน้ำ คำนวณค่า Surface Overflow Rate (SOR) ออกแบบและติดตั้งทั้งถังตกตะกอนทรงกลม ชุดกวาดตะกอน (Sludge Scraper) และ Lamella Clarifier สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและผู้รับเหมาในพื้นที่ นนทบุรี สมุทรปราการ กรุงเทพฯ ชลบุรี และทั่วประเทศ



Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้